คำว่า กิเลส (Lust) และ ความอยาก (Desire) เหมือนกันและแตกต่างกันอย่างไรครับ?

+7 votes
371 views
asked Jan 2, 2015 in ศาสนา by ชายชาติ (26,420 points)
edited Jan 2, 2015 by ชายชาติ
แล้วคำว่า กิเลส กับตัณหา เหมือนกันและแตกต่างกันตรงไหน? แล้วแรงผลักดันแห่งชีวิตกับกิเลส เหมือนกันหรือแตกต่างกันตรงไหน? ขอเชิญชาวบ้านและผู้รู้แสดงความคิดเห็นได้ ตามสบายครับ ไม่มีใครเป็นมาตรฐานของประชาโลก มิใช่หรือครับ? ถามคนนั้นก็บอกอย่างนี้ ถามคนนี้ก็บอกอย่างนั้น เป็นความเห็นส่วนตัวกันทั้งน้าน ใช่ป่ะ? ครับผม

Please log in or register to answer this question.

7 Answers

+7 votes
answered Jan 2, 2015 by Jasmine (236,650 points)
edited Jan 3, 2015 by Jasmine

กิเลสก็หมายความว่า อารมณ์เครื่องเศร้าหมอง อารมณ์ใดก็ตามครอบงำจิตให้เศร้าหมอง อารมณ์นั้น คือ กิเลส ตัณหา คือ  ความดิ้นรน, ความปรารถนา, ความเสน่หา  ความทะยานอยาก,  อยากแล้วเห็นชัด เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง คือชอบใจบ้าง ไม่ชอบใจบ้าง ก้เศร้าหมองเช่นกันแหละ ...  ที่กล่าวมานี้ กิเลสทั้งนั้นผู้ที่ทำกิจกรรมการงานโดยมีกิเลสเป็นแรงจูงใจนั้น จะถูกความหวังหรือความอยากของตัวเองชักจูงให้หาให้เสพไปเรื่อยๆ เมื่อได้เสพสมใจ ได้อย่างใจมากขึ้น กิเลสก็จะโตขึ้นคะ่ พอกิเลสโตขึ้นก็จะมีความอยากเสพมากขึ้นไปอีก เริ่มที่จะไม่พอใจสิ่งที่เคยได้เสพมาก่อน จนต้องพยายามแสวงหาสิ่งใหม่ สร้างความหวังใหม่ สะสมกิเลสใหม่ ในวันใดวันหนึ่งก็จะหาสิ่งเสพสมใจไม่ได้ ก็จะทุกข์ร้อนใจขัดใจโกรธเคืองไม่พอใจเพิ่มกิเลสเข้าไปอีก สะสมกิเลส สะสมทุกข์ สะสมภพ สะสมชาติไปอย่างไม่จบไม่สิ้นค่ะ

commented Jan 3, 2015 by ชายชาติ (26,420 points)
edited Jan 5, 2015 by ชายชาติ
ขอขอบคุณคุณ Jasmine ที่เข้ามาตอบเป็นคนแรกเลยนะครับ ขอสรุปสักนิดนะครับ

คุณว่า กิเลส ตัณหา ก็คืออารมณ์เครื่องเศร้าหมอง ความดิ้นรน ความปราถนา ความเสน่หา ความทะยานอยาก เมื่อได้เสพสมใจ กิเลสก็จะโตขึ้น สร้างความต้องการมากขึ้น สะสมทุกข์ ภพ ชาติ ไปอย่างไม่จบสิ้น

ข้อคิด กิเลสที่ไม่ทำให้เกิดอารมณ์เศร้าหมองจะมีบ้างไม้? อารณ์เศร้าหมองเกิดจากอะไร? จากกิเลส? หรือข้อมูลในจิต? จริงครับ กิเลสเติบโตได้ เหมือนสิ่งมีชีวิตเติบโตได้ เมื่อเติบโตแล้วก็ต้องการเสพมากขึ้น ใช่คือ มากขึ้นก็ได้ น้อยลงก็ได้ หยุดในบางส่วนก็ได้ แต่กิเลส สะสมทุกข์ สะสมภพ ชาติ อย่างไม่จบไม่สิ้น ความเห็นนี้ตั้งอยู่บนฐาน ข้อมูล และแหล่งกำเนิดอะไร จากไหนครับ?
+7 votes
answered Jan 3, 2015 by Miscellanous (129,060 points)
edited Jan 3, 2015 by Miscellanous

ตอบคำถามจขกท.ที่เป็นคริสต์  ผมว่ากันตามหลักพระพุทธศาสนาที่เรียนรู้มา อาจไม่ครอบคลุมทุกคำถาม

ตัณหาเป็นกิเลสอย่างหนึ่ง ตัณหากิเลสต่างเป็นเหตุกันเกิด(กิเลสสร้างตัณหา ตัณหาสร้างกิเลส ดูคำสอนหลวงปู่ดูลย์ อตุโล) ตัณหาเป็นธรรมเครื่องผูกสัตว์ติดกับโลก มีอุปาทานในภพ

ตัณหานั้นเกิดในวงจรปัจจุบันชาติ(ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายทวาร) สะสมสร้างกิเลสไปในสังสารวัฏฏ์ ไปภพใหม่ก็อาสวะกิเลสถูกกระตุ้นด้วยความกำหนัดในอุปาทานขันธ์๕ เป็นตัณหาติดดีในดี ติดชั่วในชั่ว บ้างตัณหา ๓  ล้วนเป็นเครื่องผูกใจสัตว์ ติดกับตาข่ายคือสังสารวัฏฏ์

พระพุทธเจ้าสอนเรื่องทุกข์และเหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และทางแห่งความดับทุกข์

กิเลส คือ ไฟ ๓ กอง จัดเป็นอกุศลเหตุธรรม ๓ ประการ มี ไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ เป็นเครื่องเศร้าหมองของจิต มีอวิชชาเป็นมูล

บางที่เรียกว่าอาสวะ กิเลส คือเครื่องดองสันดานที่ติดมาหลายภพชาติ

สมุทัย คือ เหตุแห่งทุกข์ ได้แก่ตัณหาเป็นความอยากของใจทั้งความดีและชั่ว เช่นความยินดี ความเพลิน ของใจที่แล่นซ่านไปในอารมณ์น่ารักน่าใคร่ เช่นรูปรสกลิ่นเสียงผัสสะฯ เป็นความกำหนัดในอุปาทานขันธ์๕  ตัณหามีเวทนาเป็นปัจจัย เพราะมีอัตตาจึงเสวยเวทนา

ตัณหาเกิดในอาการของจิต จิตที่กระเพื่อมหวั่นไหวด้วยอารมณ์รูป อารมณ์รส ฯ เสียคุณภาพไปเป็นจิตสังขาร เพราะการเกิดตัณหาอุปาทานนั้นจิตถูกครอบงำด้วยอำนาจแห่งเวทนา๓ เป็นกิเลส เมื่อเกิดกิเลสจิตใจเศร้าหมองเป็นทุข์

.................................................................

แล้วแรงผลักดันแห่งชีวิตกับกิเลส เหมือนกันหรือแตกต่างกันตรงไหน?

 

commented Jan 3, 2015 by ชายชาติ (26,420 points)
edited Jan 4, 2015 by ชายชาติ
ขอขอบคุณคุณ Miscellanous ที่เข้ามาตอบในฐานะผู้รู้คนหนึ่ง ผมพยายามทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำสอนลึกๆของศาสนาพุทธ โดยส่วนตัวแล้ว พบกับความสับสนมากในจุดนี้

แรงผลักดันแห่งชีวิต กับกิเลส ในความคิดเห็นของผม โดยไม่คำนึงถึงศาสนศาสตร์แห่งคำสอนในศาสนาใดๆ แต่มุ่งสู่การตีความหมายของสำนวนการใช้ถ้อยคำแต่ละคำ โดยทั่วไปในชุมชนต่างๆ

แรงผลักดันแห่งชีวิต กับกิเลส เหมือนกันและเป็นสิ่งเดียวกันคือว่า ทั้งสองคำก็เป็น ความอยาก (desire, want) ซึ่งสิ่งมีชีวิตทุกประเภทต้องมี เพราะชีวิตเป็นพลังประเภทหนึ่ง พลังต้องมีเชื้อเพลิง เมื่อขาดเชื้อเพลิง สิ่งนั้นจะมอดดับไป เมื่อชีวิตออกจากกายที่มันเคยพักพิงแล้ว ที่เหลืออยู่ก็คือซาก ซึ่งเป็นสิ่งไม่มีชีวิตในตัวของมันเองแต่ไหนแต่ไรมา เพราะมันก็เป็นสิ่งไม่มีชีวิต สิ่งไม่มีชีวิตจะให้กำเนิดชีวิตไม่ได้ นี่คือสัจธรรมซึ่งไม่เคยถูกละเมิดในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคต เรียกว่า  "The Law of Biogenesis" ผู้ที่เชื่ออย่างอื่น และให้คำอธิบายเป็นอื่น ความเชื่อและคำอธิบายนั้น ตั้งอยู่บนฐานอะไรครับ? ความจริงหรือ? หามิได้ ความจริงคือ ชีวิตย่อมมาจากชีวิตที่มีอยู่แล้ว มิใช่เป็นผลของการปรุงแต่ง และชีวิตนำสิ่งไม่มีชีวิตมาประกอบเป็นกายได้ สร้าง DNA เพื่อกำหนดประเภทของชีวิตได้ สร้างกายเป็นที่พักพิงชั่วคราวได้จากสิ่งไม่มีชีวิต นี่คือวิทยศาสตร์ นี่คือความจริงที่เราทุกคนเห็นอยู่ ใครมีหลักฐานอะไรที่แย้งความจริงในจุดนี้ ก็นำมาสำแดงให้โลกได้รับทราบไว้ได้ครับ

แรงผลักดันแห่งชีวิต (Drive) และกิเลส (Lust) แตกต่างกันที่มุมมอง โดยผ่านแว่นกรองแสงแห่งธรรม และคำสอนของศาสนาใหญ่ๆของโลกทุกศาสนา แม้ทั้งสองเป็นความอยาก แต่ความอยากที่ไม่ละเมิดแสงธรรมก็มี เช่น ความหิวเรากินอาหารที่มิได้ขโมยเขามา ความรักต่อเพื่อนมนุษย์ ความรักดีปราถนาดี ความอยากที่จะพัฒนาก้าวหน้า ความอยากมีคู่ชีวิตเพื่อจะสืบพันธ์มีลูกหลานต่อๆไปหรือเป็นเพื่อนคู่เคียงเพื่อกำจัดความว้าเหว่โดยชอบธรรม ความอยากที่กล่่าวมานี้ ไม่มีศาสนาใดประนาม หรือเรียกมันว่า กิเลส แต่เรีบกว่า แรงผลักดันแห่งชีวิต ผู้ที่เรียกแรงผลักดันแห่งชีวิตว่ากิเลสก็สร้างความสับสนในการใช้ถ้อยคำ เพราะคำว่า กิเลส ตัณหา เป็นความอยากที่ละเมิดแสงธรรมของทุกศาสนา ไม่มีศาสนาใดส่งเสริมให้ทำ มีแต่ห้ามหรือประนาม นี่คือข้อแตกต่างของการใช้ถ้อยคำ ผู้ไม่สร้างความสับสนในการใช้ถ้อยคำ ก็ช่วยให้ผู้อื่นพบกับความจริงและสัจธรรมที่จะส่องสว่างได้อย่างเจิดจ้าในใจมนุษย์ทุกคนที่แสวงหาความจริงและความถูกต้องได้

การแพ้ชนะในการต่อสู้ทางความคิด ก็มิใช่ชนะด้วยอารมณ์ เหตุผล คำพูดที่บาดใจ การคุกคาม หรือพละกำลัง แต่ชนะด้วยใจของผู้ต่อสู้ต่างหาก หวังว่าการถกด้วยความปราถนาดีต่อกันนี้ จะช่วยให้เราทุกคนเป็นสมาชิกที่ดีของชุมชนนี้ได้ สร้างมิตรภาพที่ดีต่อกันที่ถาวรได้พบและสัมผัสความจริง ตั้งอยู่ในความจริง ท่ามกลางความแตกต่างที่มีอยู่ นี่ก็เป็นความอยาก ที่ดี ไม่ละเมิดแสงธรรมใดๆ นี่คือแรงจูงใจ หรือ กิเลส ครับ? จะใช้คำไหนก็ได้ แต่คำไหนจะเหมาะสมกว่า? ครับผม
+6 votes
answered Jan 3, 2015 by อัศวิน (136,440 points)
ขอเข้ามารับความรู้นะครับ ความรู้ผมลึกซึ้งไปไม่ถึงกลัวตอบแล้วผิดครับ
commented Jan 4, 2015 by ชายชาติ (26,420 points)
edited Jan 4, 2015 by ชายชาติ
ขอขอบคุณ คุณอัศวิน ที่เข้ามาร่วมวงสนทนาด้วย ผมรู้สึกเป็นเกียรติเสมอที่เห็นคุณร่วมปฏิสัมพันธ์ในคำถามคำตอบที่ผมเกี่ยวข้องด้วย เว็ปนี้ก็มีสมาชิกที่น่าคบ น่าเคารพนับถือหลายท่านอย่างคุณ เป็นที่ยอมรับในจิตใจลึกๆของผมอยู่เสมอ เพียงยังมิได้มีโอกาสบอกให้ทราบโดยตรง แต่โดยทางนามธรรม คุณคงจะหยั่งได้ ใช่ป่ะ? ครับผม
commented Jan 4, 2015 by อัศวิน (136,440 points)
คำถามไหนที่พอจะตอบได้ หรือ นึกคำตอบออกก็จะช่วยตอบนะครับ และตามดูผู้มีความรู้ตอบครับบางเรื่องเราไม่รู้ก็ได้รู้เพิ่มขึ้น จริงๆแล้วผมสนุกกับการได้แสดงความคิดเห็นครับ ขอบคุณที่ช่วยวิเคาระห์คำตอบให้ผมนะครับ ผมลองแสดงความคิดเห็นดูแบบอิงความคิดตัวเอง และจากที่อ่านธรรมทั่วๆไป พระไตรปิฎก ผมยังไม่เคยอ่าน (ความหิวเรากินอาหารที่มิได้ขโมยเขามา ความรักต่อเพื่อนมนุษย์ ความรักดีปราถนาดี ความต้องการความก้าวหน้า ความต้องการคู่ชีวิตที่จะสืบพันธ์มีลูกหลานต่อๆไปหรือเป็นเพื่อนกำจัดความว้าเหว่โดยชอบธรรม ศาสนาพุทธไม่ได้ห้ามไม่ให้กระทำ ศาสนาทุกศาสนาสอนให้เราทำดี แต่ถ้าเราต้องการจะพ้นทุกข์เพื่อบรรลุนิพพาน เราต้องตัดกิเลสพญามารให้หมดสิ้น สิ่งที่ว่ามาข้างต้นคือเรายังยึดติดกับอารมณ์อยู่ ความยึดติดก็คือกิเลส ถ้ายังมีกิเลสก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิด บำเพ็ญเพียรเพื่ออยากพบนิพพานก็ยังถือว่าเป็นกิเลส ยังมีความอยากอยู่ ถ้าเรารู้และวางความอยาก เพียงแต่ตั้งใจปฎิบัติไปไม่ต้อง "อยาก" ไม่ว่าจะทำได้ไม่ได้จึถือว่าไม่มีกิเลส เพราะถ้าจับไปที่ อยาก ทำไม่ได้ก็จะทุกข์ เวลาเราหิวถ้าเราไม่ได้กินก็ทุกข์ แต่ถ้าเราวางความอยาก กินก็ได้ไม่กินก็ได้ ก็ไม่ใช่กิเลส มีสมาธิ สงบ ทำให้เราไม่หิวได้ครับ ผมเคยทำงานทั้งวันโดยไม่กินอะไรเลยและไม่หิว เพราะมีสมาธิมากตอนที่ทำ จนลืมหิว (อันนี้นอกเรื่องครับ หุหุ)ความรักต่อเพื่อนมนุษย์ ความปารถนาดีอยากให้เขามีสุข ถ้าเราไม่มีความสุขเราก็ทุกข์และเวทนา ถ้าเราปล่อยวางไม่ยึดอารมณืก็ไม่ใช่กิเลส ไม่ใช่ไม่ช่วยเพียงแต่เราไม่ยึดติด ความก้าวหน้าไม่สำเร็จก็ทุกข์อีก หากวางทำดีที่สุดแล้ว ไม่มุ่งหวังไม่ยึกติดก็ไม่ใช่กิเลส คู่ชีวิตก็เช่นกันผิดหวังก็ทุกขือีก สมหวังก็ติดสุข ติดสุขก็คือติดทุกข์ วันใดวันหนึ่งเราก็ต้องพัดพรากจากสิ่งที่เรารักอยู่ดี ถ้าเรามีสติ วางไม่ทุกข์ก็ไม่มีกิเลส ดับกิเลสดับเหตุแห่งทุกข์ ความว่าง ไปนิพพาน
ศาสนาไม่ได้ห้าม แต่ทำให้เรายังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ถ้ายังครองเพศคฤหัสถ์ ก็เป็นไปได้อยากที่จะทำได้ จึงต้องไปถือครอง เพศบรรพชิต ตัดจากโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งเร้าให้เกิดกิลสทั้งหลายครับ  ตอบในทางศาสนาพุทธนะครับ ผิดถูกติติงได้ ผมก็อยากรู้ว่าผมคิดถูกไหม
commented Jan 4, 2015 by ชายชาติ (26,420 points)
edited Jan 5, 2015 by ชายชาติ
ที่คุณบอกว่า "ถ้าเรารู้และวางความอยาก เพียงแต่ตั้งใจปฏิบัติไปไม่ต้อง 'อยาก' ไม่ว่าจะทำได้ไม่ได้ จึงถือว่าไม่มีกิเลส เพราะถ้าจับไปที่ อยาก ทำไม่ได้ก็จะทุกข์ เวลาเราหิวถ้าเราไม่ได้กินก็ทุกข์ แต่ถ้าเราวางความอยาก กินก็ได้ไม่กินก็ได้ ก็ไม่ใช่กิเลส มีสมาธิสงบ ทำให้เราไม่หิวได้ครับ ผมเคยทำงานทั้งวันโดยไม่กินอะไรเลยและไม่หิว..."  

ข้อคิด ถ้านี่เป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะออกบรรพชาแสวงหาคำตอบในการดับทุกข์ ด้วยการบำเพ็ญทุกข์กริยา ด้วยการอดอาหาร น่าจะไม่มีทุกข์ ไม่มีกิเลส หน้าตา ความคิด น่าจะแจ่มใส ไม่น่ามีทุกข เป็นไฉนพระองค์จีงหันมาทานพระกระยาหาร? พ่ายแพ้ต่อกิเลสหรือ? กิเลสเข้ามาเกาะติดอีกแล้วหรือ? การที่เบ็ญจวัคคีทั้งห้าซึ่งคุ้นเคยกับศาสนาพราหมณ์ดี เดิมมีศรัทธา แต่เหตุใดจึงผละตัว หมดศรัทธาหนี ทิ้งพระองค์ไปเมื่อพระองค์ทรงหันมาทานพระกระยาหารอีก? นั่นหมายความว่า กิเลสเข้ามาในจิตใจของพระองค์อย่างนั้นหรือ? เหตูใดพระองค์จึงไม่วางเฉยต่อไปอย่างที่คูณว่า กินก็ได้ไม่กินก็ได้? คุณอาจไม่กินอาหารสักวันสองวันได้ ลองอดน้ำอดอาหารสักสิบวันซิครับ ถือว่า กินก็ได้ไม่กินก็ได้ จะมีอะไรเกิดขึ้น? ผมคิดว่า คุณคงจะได้ไปสู่ ปรินิพพานในไม่ช้าแน่ๆ ตามความประสงค์ ตามนัยที่ท่านพุธทาสภิกขุเข้าใจคือ เมื่อตาย ชีวิตคือผลของการปรุงแต่ง ก็ดับมอดไป ทุกคนไม่ต้องเป็นอรหัน ก็นิพพานเหมือนกันหมด แต่ถ้าจะถามคนใดในนิกายมหายาน หรือนิกายใดที่เจือปนด้วยคำสอนจากศาสนาพราหมณ์ เขาจะบอกคุณว่า ม่ายช่าย ต้องไปเกิดใหม่อีกหลายชาติกว่าจะหมดกรรมได้ ความจริงอยู่ที่ไหนครับ? ผมก็แสนสับสนเมื่อฟังคำอธิบายจากทุกฝ่ายแล้ว เป็นตัวอย่างที่นักวิชาการเรียกว่า "circular reasoning" ก็คงจะไม่ผิดนักนะ ด้วยความเคารพนับถือ ครับผม
commented Jan 4, 2015 by อัศวิน (136,440 points)
คือ ผมจะหมายความว่าเรากินเพราะจำเป็นต้องกินไม่ใช่กินด้วยความอยาก ครับผมก็เป็นศิษย์นิกายมหายาน อาจารย์ก็สอนให้มุ่งตัดกิเลสบำเพ็ญเพียร ทุกสิ่งไม่เที่ยง ให้ปลง เน้นมุ่งประฎิบัติ วิสสนากรรมฐาน ครับ เรื่องทฎษฏีผมไม่มีความรู้มากครับ   circular reasoning  ผมว่าคงไม่ถึงขนาดนั้นครับ ทุกศาสนาล้วนมีนิกาย ที่มีคำสอนแตกต่างออกไปบ้างแต่ ที่มาก็มาจากที่เดียวกัน ทุกศาสนาล้วนมีแก่นแท้เดียวกัน ผมเชื่อแนวคิดนี้ครับ อยู่ที่เราถูกจริตกับแนวปฎิบัติคำสอนนิกายไหนศาสนาไหนครับ
ถ้าไม่ใช่นิกายที่แหวกประเพณีหลุดจากแก่นไปเลย เห็นส่วนตัวนะครับ ขอบคุณที่ชี้แนะครับ
commented Jan 5, 2015 by ชายชาติ (26,420 points)
edited Jan 5, 2015 by ชายชาติ
คำเขียนของคุณ "กินเพราะจำเป็น ไม่ใช่กินด้วยความอยาก..."
ความเห็นของผม ความอยากเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ที่จิต ใจ อารมณ์ และวิญญาณต้องมีปฏิกริยาตอบสนอง จะข่ม จะเมิน จะทำอย่างไรก็ได้ แต่จะห้ามมิให้มี ไม่ได้นะครับ ความอยาก เช่น อยากอาหาร หิว ความหิวเกิดขึ้นเพราะเมื่อถึงเวลาที่เนื้อหนังต้องการเชื้อเพลิงในการเผาผลาญ น้ำย่อยก็ไหลลงสู่กระเพาะ ทำให้เสียดท้อง หรือเกิดความหิวขึ้นมา มันเป็น involutary muscle คือจิต สติ จะห้ามหรือควบคุมมันไม่ได้ เพราะเป็นเงื่อนไขอย่างหนึ่งของชีวิตที่ต้องสนองให้เมื่อถึงเวลา ถ้าไม่สนองให้ นิพพาน(ความดับ)จะเกิดขึ้น ชีวิตจะสิ้นสุดลงจากกายนั้นๆ จะสนองอย่างไร ถูกต้องตามแสงธรรมหรือไม่ ความอยากนั้น ก็กลายเป็นแรงผลักดัน แรงจูงใจ พลังแห่งชีวิต ถ้าถูกต้องและลู่ตามหลักการแห่งความชอบธรรม ถ้าขัดกับหลักการแห่งความชอบธรรม ความอยากนั้นเรียกว่า กิเลส ตัณหา จะเรียกความอยากโดยไม่คำนึงว่าการสนองนั้นชอบด้วยแสงธรรมหรือไม่นั้นว่า เป็นอารมณ์เศร้าหมอง เป็นกิเลส เป็นตัณหาเสมอไป ก็เป็นการ "ชิงสุกก่อนห่าม" ในความเข้าใจของผม และเป็นการใช้คำศัพท์อย่างไม่ถูกต้อง จะเรียกการชุมนุมทุกอย่างว่าเป็น กลุ่มผู้ก่อการร้ายเสมอไปก็ไม่ถูกต้องนัก การชุมนุมเพื่อฟังคอนเสริดก็มี การชุมนุมเพื่อสร้างบ้านเรื่อน สร้างโครงการดีๆด้วยก็มี การชุมนุมเช่นนั้น มิใช่ม๊อบผู้การก่อการร้าย ไม่ควรเหมา หรือมั่ว ด้วยความเคารพ ครับผม
commented Jan 5, 2015 by ชายชาติ (26,420 points)
edited Jan 5, 2015 by ชายชาติ
ความอยาก เช่นความหื่น เกิดขึ้นเพราะเมื่อถึงเวลาที่เนื้อหนังต้องการสืบพันธ์ุหรือมีความว้าเหว่ ฮอร์โมนบางอย่างจะถูกผลิตขึ้นในสมองโดยกาย ทำให้เกิดความหื่นขึ้นมา เป็น involuntary muscle ที่จิต สติ จะห้ามหรือควบคุมไม่ให้ฮอร์โมนนั้นหลั่งออกในสมองก็ไม่ได้ เพราะเป็นเงื่อนไขอย่างหนึ่งของชีวิตที่ต้องมีการสืบพันธ์ุ ถ้าไม่สืบพันธุ์ ก็สูญพันธุ์ ต้องสนองให้ ถ้าไม่สนอง นิพาน (ความดับ) จะเกิดขึ้น ชีวิตจะสิ้นสุดลงจากกายนั้นๆ จะตอบสนองอย่างไร? ถูกต้องตามหลักการแห่งความชอบธรรมหรือไม่? ความอยาก (ความหื่น) นั้น กลายเป็นแรงผลักดัน แรงจูงใจ พลังแห่งชีวิต ถ้าการสนองความหื่นนั้นถูกต้องตามแสงธรรมและด้วยความชอบธรรม  แต่ถ้าขัดกับหลักการแห่งความชอบธรรม ความหื่นนั้นเรียกว่า กิเลส ตัณหา ก็ถูกต้องแล้ว แต่การที่จะเรียกความหื่นว่า กิเลส ตัณหา โดยไม่คำนึงว่า การตอบสนองความหื่นนั้น ชอบด้วยแสงธรรมหรือไม่ ว่าเป็นอารมณ์เศร้าหมอง เป็นกิเลส ตัณหาเสมอไป ก็เป็นการ "ชิงสุกก่อนห่าม" ในความเข้าใจของผม และเป็นการใช้คำศัพท์อย่างไม่ถูกต้อง มั่ว! จะเรียกการชุมนุมทุกอย่างว่าเป็น กลุ่มผู้ก่อการร้ายเสมอไปก็ไม่ถูกต้องนัก การชุมนุมเพื่อฟังคอนเสริด เพื่อความสนุกสนาน บันเทิง ไร้ความเศร้าหมองก็มี เกิดความสุขก็มี การชุมนุมเพื่อวางแผนสร้างสรรค์ชีวิตที่ดีๆด้วยก็มี การชุมนุมเช่นนั้น มิใช่ม๊อบผู้ก่อการร้ายเสมอไป ด้วยความเคารพ ครับผม
commented Jan 5, 2015 by อัศวิน (136,440 points)
ตอบนะครับ ผมไม่มีเจตนาจะหมายความว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องในชีวิต จะเป็นกิเลสเครื่องเศร้าหมองไปเสียหมด ผมเพียงแต่แสดงความเห็นในส่วนที่คุณอ้างมาครับ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าผมเหมารวม บางเรื่องก็มีกิเลสมาเกี่ยวข้องบางเรื่องก็ไม่
- เรื่องการกินผมขอ อภัยที่ผมเรียบเรียงความคิดออกมาไม่ได้ดี ที่จะแสดงสิ่งที่คิดออกมาให้คุณเข้าใจได้อย่างไร ผมขอเสริมอีกนิด การกินที่ผมปฎิบัติมา คือเราต้องกินและกินเพื่ออยู่ ใช่แล้วเราควบคุมอารมณ์ความอยากไม่ให้เกิดไม่ได้ เพราะเป็นกำธรรมชาติที่เขาสร้างเรามา แต่เรามีสติระลึกรู้ทันความอยากได้ เราจะไม่กินด้วยอารมณ์ความหิว แต่เราจะกินอย่างมีสติ กินแต่พอเหมาะไม่มากไม่น้อย เท่าที่เราจำเป็น รูจักพอในการกิน และพิจารณาโดยใช้สติก่อนกินว่า สิ่งเรากินไปล้วนต้องกลายเป็นของปฎิกูล  เปื่อยเน่า เป็นของไม่จีรัง ไม่ติดในกลิ่นและรสในอาหาร เราตั้งสติก่อนที่จะกินตามนี้ว่าเป็นของไม่เที่ยงแล้วย้อนมาพิจาณาตัวเองว่าเป็นของไม่เที่ยงเช่นกัน  ย่อมเปื่อยเน่าเหมือนกับอาหารตรงหน้า แล้วค่อยกินครับ หลังจากกินแล้วเราก็แผ่เมตตาให้บบรดาสัตว์ที่ใช้เป็นเครื่องประกอบอาหาร และผู้ที่ทำอาหารให้เราครับ ผมปฎิบัติมาแบบนี้ คือ ไม่ใช่ห้ามไม่ให้กินครับ ขออภัยที่อธิบายไม่ละเอียด โปรดอย่าเข้าใจผิดคิดว่าผมเหมารวมครับ
-เรื่องอะไรก็ตาม ที่เป็นศีลธรรมอันดี ไม่ขัดก็กฎหมาย ไม่ได้ผิดหลักศาสนาทำได้ ปุถุชนทั่วไปถือศีล 5 ก็เพียงพอ ไม่ต้องถึงกับดับนิพพาน หากยังต้องการอยู่อย่างเพศคฤหัสถ์ จะมีเพศสัมพันธุ์ ก็ไม่ได้ผิดศาสนาก็ไม่ได้ห้าม แต่ถามว่ายังมีกิเลสอยู่ไหมก็ยังมี การที่ยังยึดติดในกาม ก็เป็นตัวตัณหา เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวที่ยังทำให้เราไม่หลุดพ้น ถ้าอยากหลุดพ้นจริงๆ ทางเลือกที่ดีคือออกบวช ไม่ได้ขัดต่อความชอบธรรมทำได้เหมือนเป็นคนธรรดาสามัญ ไม่ได้ห้ามไม่ให้ทำครับ ตราบที่เราไม่ได้เป็นชู้กับใครก็ถือว่าชอบธรรม ขอบคุณสำหรับคำชี้แนะ ความเห็นผมมีเพียงเท่านี้ เพราะความรู้ไม่มากมาย ไม่ใช่ผู้รู้ แต่ผมอยากให้เข้าใจในศาสนาเรา ถ้าคุณอยากเข้าต้องการไขข้องข้องใจทั้งหมดที่ยังค้างคาอยู่ในใจคุณ ปรึกษาพระสงฆ์ ที่ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบและเข้าถึงญาณมีภููมิธรรมขั้นสูงจะได้คำตอบที่ดี มีประโยชน์กว่ามาก ไม่จำเป็นต้องเชื่อ ศัทธา แต่ผู้ที่ขัดเกลาจิตพิจารณาจิตได้ดีถ่องแท้กว่าเรา ย่อมมีประสบการณ์และรู้กว่าเรา ในความเห็นของผม จะเชื่อไม่เชื่อนี่เป็นเพียงความเห็นครับ ขอคุณอย่างยิ่งที่ชี้แนะผม หากคำตอบทำให้ท่านขุ่นข้องหมองใจหรือรู้สึกไม่ดีแง่ลบ ต้องขออภัยจากใจด้วยครับ
commented Jan 5, 2015 by อัศวิน (136,440 points)
edited Jan 5, 2015 by อัศวิน
ตอบนะครับ ผมไม่มีเจตนาจะหมายความว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องในชีวิต จะเป็นกิเลสเครื่องเศร้าหมองไปเสียหมด ผมเพียงแต่แสดงความเห็นในส่วนที่คุณอ้างมาครับ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าผมเหมารวม บางเรื่องก็มีกิเลสมาเกี่ยวข้องบางเรื่องก็ไม่ ต้องพิจารณาดูที่จิตเป็นสำคัญ
- เรื่องการกินผมขอ อภัยที่ผมเรียบเรียงความคิดออกมาไม่ได้ดี ที่จะแสดงสิ่งที่คิดออกมาให้คุณเข้าใจได้อย่างไร ผมขอเสริมอีกนิด การกินที่ผมปฎิบัติมา คือเราต้องกินและกินเพื่ออยู่ ใช่แล้วเราควบคุมอารมณ์ความอยากไม่ให้เกิดไม่ได้ เพราะเป็นกฎธรรมชาติที่เขาสร้างเรามา แต่เรามีสติระลึกรู้ทันความอยากได้ เราจะไม่กินด้วยอารมณ์ความหิว แต่เราจะกินอย่างมีสติ กินแต่พอเหมาะไม่มากไม่น้อย เท่าที่เราจำเป็น รูจักพอในการกิน และพิจารณาโดยใช้สติก่อนกินว่า สิ่งเรากินไปล้วนต้องกลายเป็นของปฎิกูล  เปื่อยเน่า เป็นของไม่จีรัง ไม่ติดในกลิ่นและรสในอาหาร เราตั้งสติก่อนที่จะกินตามนี้ว่าเป็นของไม่เที่ยงแล้วย้อนมาพิจาณาตัวเองว่าเป็นของไม่เที่ยงเช่นกัน  ย่อมเปื่อยเน่าเหมือนกับอาหารตรงหน้า แล้วค่อยกินครับ หลังจากกินแล้วเราก็แผ่เมตตาให้บบรดาสัตว์ที่ใช้เป็นเครื่องประกอบอาหาร และผู้ที่ทำอาหารให้เราครับ ผมปฎิบัติมาแบบนี้ คือ ไม่ใช่ห้ามไม่ให้กินครับ ขออภัยที่อธิบายไม่ละเอียด โปรดอย่าเข้าใจผิดคิดว่าผมเหมารวมครับ
-เรื่องอะไรก็ตาม ที่เป็นศีลธรรมอันดี ไม่ขัดก็กฎหมาย ไม่ได้ผิดหลักศาสนาทำได้ ปุถุชนทั่วไปถือศีล 5 ก็เพียงพอ ไม่ต้องถึงกับดับนิพพาน หากยังต้องการอยู่อย่างเพศคฤหัสถ์ จะมีเพศสัมพันธุ์ ก็ไม่ได้ผิดศาสนาก็ไม่ได้ห้าม แต่ถามว่ายังมีกิเลสอยู่ไหมก็ยังมี การที่ยังยึดติดในกาม ก็เป็นตัวตัณหา เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวที่ยังทำให้เราไม่หลุดพ้น ถ้าอยากหลุดพ้นจริงๆ ทางเลือกที่ดีคือออกบวช ไม่ได้ขัดต่อความชอบธรรมทำได้เมื่อเป็นคนธรรดาสามัญ ไม่ได้ห้ามไม่ให้ทำครับ ตราบที่เราไม่ได้เป็นชู้กับใครก็ถือว่าชอบธรรม ขอบคุณสำหรับคำชี้แนะ ความเห็นผมมีเพียงเท่านี้ เพราะความรู้ไม่มากมาย ไม่ใช่ผู้รู้ แต่ผมอยากให้เข้าใจในศาสนาเรา ถ้าคุณอยากเข้าใจต้องการไขข้องข้องใจทั้งหมดที่ยังค้างคาอยู่ในใจคุณ ปรึกษาพระสงฆ์ ที่ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบและเข้าถึงญาณมีภููมิธรรมขั้นสูงจะได้คำตอบที่ดี มีประโยชน์กว่ามาก ไม่จำเป็นต้องเชื่อ ศัทธา แต่ผู้ที่ขัดเกลาจิตพิจารณาจิตได้ดีถ่องแท้กว่าเรา ย่อมมีประสบการณ์และรู้กว่าเรา ในความเห็นของผม จะเชื่อไม่เชื่อนี่เป็นเพียงความเห็นครับ ขอขอบคุณอย่างยิ่งที่ชี้แนะผม หากคำตอบทำให้ท่านขุ่นข้องหมองใจหรือรู้สึกไม่ดีแง่ลบ ต้องขออภัยจากใจด้วยครับ
commented Jan 5, 2015 by ชายชาติ (26,420 points)
(หมายเหตุ ขอตอบข้อความนี้ก็แล้วกันนะครับ ยังมีข้อความที่ซ้ำกับข้อความนี้อยู่ ถ้ามีโอกาสก็เข้ามาลบทิ้งไปได้เลยครับ แล้วผมก็จะลบข้อความในหมายเหตุนี้ด้วยเช่นกัน)

จากข้อความของคุณ และของผู้ตอบอื่นๆ ผมพอมองเห็นได้ว่า การให้นิยามของคำศัพท์ 2 คำคือ ความอยาก และ กิเลส ใช้กันอย่างไร? ก็คือประเด็นที่สร้างความสับสนในการใช้ศัพท์หรือวลีเหล่านี้ เราแก้ไขความเข้าใจหรือความเชื่อของคนหมู่มากก็คงไม่ได้ ผมขอรับทราบไว้ และรู้ว่า "ความสับสนนำไปสู่การจำจอง ความจริงเท่านั้น นำไปสู่วิมุตติ" มิใ่ช่ทุกคนหิวกระหายความจริง สำหรับคนจำนวนไม่น้อย อย่างอื่นก็สำคัญกว่าความจริง

คุณเขียนว่า "ถ้าอยากหลุดพ้นจริงๆ ทางเลือกที่ดีคือออกบวช"  
ความเห็นของผม การออกบวช ทรงสภาพเป็นบรรพชิตในทุกๆศาสนา มิได้ทำให้คนใดๆเข้าสู่ความจริง หรือ พบกับสัจธรรมที่ต้องการได้ มองดู ทุกวัด ทุกสุเหร่า ทุกคริสตจักร พฤติกรรมแห่งความมืดตั้งแต่สังฆาวาสไปถึงฆราวาสก็มีอยู่ได้ มิใช่ทุกสถาบันจะเป็นอย่างนั้น แต่สังฆวาสก็มิได้เปรียบผู้เป็นฆราวาสแม้แต่นิดเดียว เพราะทั้งสองก็ยังอยู่ในเรือลำเดียวกัน คือข้อเสนอ(ความอยาก)ของเนื้อหนังเป็นเงื่อนใขที่ต้องสนองให้ สนองอย่างไรก็ทำให้เราใช้ศัพท์ที่เหมาะสมว่า เป็นแรงผลักดันแห่งชีวิต หรือเป็น กิเลสตัณหา เลือกใช้เอาเองได้ตามที่เห็นสมควร

อนึ่ง ผมได้เรียนรู้สัจธรรมมากขึ้น จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสุภาพชนและอย่างปัญญาชนที่ในเว็ปนี้ จากคุณและสมาชิกอื่นๆที่มีความคิดเห็นแตกต่างออกไป ที่ได้กรุณาสละเวลามาตอบมาถามในที่นี้ เจริญความเข้าใจ นำความสุขมาให้ มากกว่าการออกบวชนะ ขอขอบคุณทุกท่านด้วย  ครับผม
+6 votes
answered Jan 3, 2015 by Miscellanous (129,060 points)
คุณชายชาติทำไมคิดว่าการตอบกระทู้ถามในเว็บนี้ เว็บอิ่นๆเป็นการต่อสู้ทางความคิดเพื่อแพ้ชนะ  

เรื่องศาสนาทุกคนมีอิสระในความเชื่อศรัทธาที่จะเลือกนับถือศาสนา ทุกศาสนาล้วนมีจุดมุ่งหมายให้มนุษย์มีจริยธรรม กระทำความดี ละเว้นการทำชั่ว เพื่อให้เกิดสันติสุขในสังคมในระดับภูมิภาคและระดับโลก

ทุกคำถาม ย่อมมีความเห็นด้วยเห็นต่าง สามารถวิจารณ์ด้วยเหตุผลที่ยอมรับได้ ถ้ามีอ้างอิงที่มาที่ไปก็จะมีน้ำหนักเพิ่มความน่าเชื่อถือที่ผู้อ่านมีวิจารณญาณรับฟังได้ด้วยตนเอง

และต้องตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่เห็นตรงกัน เช่นผมตอบคำถามนี้ เป็นวิธีอธิบายความตามแนวคำสอนศาสนาพุทธมีที่มาจากพุทธพจน์เป็นหลักและแนวปฏิบัติที่เรียนมา ถ้าใครติดใจวิจารณ์ต้องวิจารณ์ตามแนวศาสนาพุทธด้วยเพราะตั้งอยู่บนฐานเดียวกันจึงจะไปในทิศทางเดียวกัน  สำหรับศาสนาอื่นผมไม่กล้าออกความเห็น ต้องยอมรับว่าไม่รู้ ให้ผู้รู้มาตอบครับ
commented Jan 3, 2015 by ชายชาติ (26,420 points)
edited Jan 3, 2015 by ชายชาติ
ความคิดเห็นที่มีไม่เหมือนกัน เป็นสิ่งธรรมดาของชีวิต เพราะแต่ละคนแม้จะเกิดเป็นฝาแฝดคู่กันมา ก็ยังมีความคิดที่ไม่เหมือนกันได้เสมอ ถ้าไม่มีปฏิสัมพันธ์อะไรต่อกัน ก็ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างทำ แต่ถ้าเป็นชุมชนเช่นในที่นี้ การแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีก็เป็นสิ่งปกติและดี เพราะเราจะเรียนรู้จากซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะจากผู้ซึ่งมีความเห็นแตกต่างไปจากเราเอง

การถามหรือตอบในเว็ปนี้ ก็มีจุดประสงค์หลากหลาย บางทีเพื่อความบันเทิง สร้างความสัมพันธ์ บางทีเพื่อระบาย เพื่อหาความรู้ประดับตัว แต่ในหัวข้อที่เกี่ยวกับความเชื่อ ศาสนา หรือการเมือง บางทีมีความเผ็ดร้อน การแลกเปลี่ยนอาจกลายการเป็นการต่อสู้ทางความคิดไปได้ บางทีควบด้วยอารมณ์ที่รุนแรง ขาดความเหนี่ยวรั้งความรู้สึก ต้องการเอาชนะกัน แต่มิใช่เพื่อแลกเปลี่ยนข้อความที่เป็นประโยชน์ ได้ความรู้ พบกับความจริง ซึ่งสำคัญยิ่งกว่าการแพ้การชนะ  

ผมจีงให้ข้อคิดว่า ถ้าจะเอาชนะกัน ก็ควรให้เอาชนะกันด้วยจิตใจที่ดีงาม อ่อนสุภาพ ดีกว่าการชนะด้วยเหตุผล ด้วยคารมที่บาดใจ ด้วยการข่มขู่ ด้วยพละกำลัง ด้วยความมีใจอคติต่อกัน นี่มิใช่สิ่งง่ายที่จะทำ แต่ผมคิดว่า ถ้าเราซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ชีวิตมากกว่า ไม่วางตัวอย่างให้เพื่อนมนุษย์รุ่นน้องให้เห็น ถึงการเป็นสมาชิกที่ดีของชุมชนใดๆ ทำได้อย่างไร? เราก็พลาดโอกาสที่จะเป็นพ่อพิมพ์แม่พิมพ์ที่ดีให้เขามิใช่หรือ? ถ้าคุณหรือใครมีข้อคิดเห็นอื่นๆที่แตกต่างออกไป ผมก็พร้อมรับฟังอยู่เสมอ ครับผม
+4 votes
answered Jan 4, 2015 by Pa-Mok (900,730 points)
ผม..ความรูน้อย+ด้อยด้วยปัญา

ขอเข้ามารับข้อมูลจาก ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลายครับ.( หากไม่ว่ากัน )
commented Jan 4, 2015 by ชายชาติ (26,420 points)
edited Jan 4, 2015 by ชายชาติ
ขอขอบคุณ คุณ Pa-Mok ที่เข้ามาออกความคิดเห็นด้วยครับ คุณเป็นผู้มีชั่วโมงบินสูงสุดในเว็บนี้ อยู่ NYC เป็นผู้เหมาะสมที่สุดคนหนึ่งที่จะแสคงความคิดเห็นอย่างเสรีให้สมาชิกทุกคนได้เห็นได้อ่านเสมอ ผมตระหนักดีครับว่า เรื่องความเชื่อ ศาสนา และการเมือง หลายคนไม่ค่อยอยากจะเข้าร่วมวงด้วย อยากหลีกเลี่ยง เพราะสะเทือนความรู้สึก และสกิดใจได้ง่ายๆ แต่ถ้าท่านผู้มีวุฒิและมีความอวุโสทั้งหลาย จะสำแดงบทบาท ทีท่าของสมาชิกของชุมชนที่ดี เหมือนอย่างที่ทำกันอยู่นี้ เว็ปนี้ก็จะกลายเป็นวิทยาลัยชีวิตสำหรับทุกท่าน ที่สละเวลาเข้ามาอ่านมาตอบ ร่วมสนุก ได้บทเรียนหลากหลายที่หาจากแหล่งอื่นๆได้ไม่ง่ายนัก ทั้งจะสร้างสายสัมพันธ์ระยะยาวที่ดีต่อกันในชีวิตนี้ด้วย นี่คือสิ่งที่เราทุกคน "อยากมี" เป็นแรงจูงใจ เป็นพลังชีวิต มิใช่เป็นกิเลส มิใช่ตัณหา มิใช่อารมณ์เศร้าหมอง จริงไหมครับ?  หรือคุณคิดอย่างไร ?   การใช้สำนวน ความหมายของคำศัพท์ โดยไม่คำนึงถืงศาสนศาสตร์ใดๆ ก็น่าจะมีความเหมาะสม และความถูกต้องในตัวของมันเอง มิใช่หรือครับ?  ทุกคนชายหญิงที่มีความรู้ ไม่มีความรู้ มีสติปัญญาไม่ว่าในระดับใด ก็น่าจะทำอย่างที่เราทำกันอยู่นี้ได้ ซิมิ? ครับผม
+4 votes
answered Jan 5, 2015 by CallMe_JK (376,460 points)
ความอยากก็เป็น sub set ของ กิเลส

เป็นกิเลสตัวหนึ่งค่ะ

ที่มีแล้ว จะเชื่อมโยงให้เกิดกิเลส อื่นๆตามมาได้

 

แต่กิเลส ก็มีทั้งดีและไม่ดี

อะไรที่ไม่เกินพอดี ไม่ใช่กิเลสค่ะ

 

ถ้าอยากกลับนิพพาน เรียกว่า กิเลสดี

ถ้าไม่มี แล้วขยันทำงาน อยากให้ครอบครัวสุขสบาย ตามอัตภาพ ไม่เรียกว่ากิเลสค่ะ

 

เราคิดงี้ อาจมีผิด
commented Jan 5, 2015 by ชายชาติ (26,420 points)
edited Jan 6, 2015 by ชายชาติ
กิเลส ตัณหา ความอยาก แรงผลักดันแห่งชีวิต แรงจูงใจ

ทั้ง 5 คำหรือวลีนี้มีความสัมพันธ์กัน เราทุกคนยอมรับ แต่มีความหมายเหมือนกัน หรือ ต่างกันอย่างไร ก็เป็นสิ่งที่เราทุกคนพยายามจะทำความเข้าใจ และจะเอาแต่ละคำหรือวลี ไปใช้อย่างเหมาะสม ชัดเจนอย่างไร ก็ยังเป็นความเห็นส่วนบุคคลของแต่ละคนอยู่นั่นเอง อาจารย์คนนั้น พระคนนี้ ก็มิใช่มาตราฐานที่เราจะหลับหูหลับตารับว่าถูกต้องเสมอไป เขาก็เข้าใจผิดได้ และเขาก็เป็นนักเรียนคนหนึ่งเหมือนกับเราทุกคน บางสิ่งเขาก็ไม่ได้เรียน ไม่รู้ ไม่ได้คิด ไม่ได้ใช้ และไม่ได้อธิบายอย่างถูกต้องก็ได้

เราต้องคิด ต้องรับผิดชอบเองในความคิด ความเข้าใจ และวิถีชีวิตเราเอง ซิมิ?

ขอบคุณคุณเกตที่ตอบ ช่วยให้คำนิยามได้ไหมครับว่า "กิเลสคืออะไร?" ตามที่คุณเข้าใจนะ
commented Jan 6, 2015 by CallMe_JK (376,460 points)
ยินดีค่ะ
+2 votes
answered May 11, 2015 by รักวรพงศ์ ภูเก็ต (77,800 points)

กิเลส ก็เกมือนกับความอยากมีอยากได้นั้นแหละครับ อยาดได้ไม่มีที่สิ้นสุดตราบใดที่ยังมีกิเลสอยู่  กิเกลสถ้าตัดไปได้จะดีมากครับ

ยินดีต้อนรับสู่ AnswerThai.com เว็บไซต์สำหรับ ถาม-ตอบ แบบง่ายๆสำหรับทุกคนที่มีคำถามคาใจครับ
...