พระสงฆ์ที่จริงแล้วไม่ต้องโกนคิ้ว

+4 votes
566 views
asked Oct 28, 2014 in ศาสนา by capital (141,230 points)

เพราะพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่โกนคิ้ว

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 32

พระวิปัสสีราชกุมารทรงผนวช

 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย    นายสารถีรับคำสั่งของพระวิปัสสีราชกุมารแล้ว

ได้พารถกลับไปยังวังจากสวนนั้น  ส่วนพระวิปัสสีราชกุมารได้ทรงปลงพระเกศา

และพระมัสสุ    ทรงครองผ้ากาสาวพัสตร์.   เสด็จออกทรงผนวชเป็นบรรพชิต

แล้ว  ณ   พระอุทยานนั้นเอง.

สาวกทั้งหลายก็ไม่โกนคิ้ว

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 307

กระนั้นเลย  เราพึงปลงผมและหนวด  นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์  ออกบวชเป็น

บรรพชิต สมัยต่อมา เขาละกองโภคสมบัติน้อยใหญ่  ละเครือญาติน้อยใหญ่

ปลงผมและหนวด   นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์   ออกบวชเป็นบรรพชิต   เมื่อ

บวชแล้ว   เป็นผู้สำรวมกาย   สำรวมวาจา  สำรวมใจอยู่  สันโดษด้วยความ

มีเพียงอาหารและผ้าปิดกายเป็นอย่างยิ่ง

ผู้ไม่มีขนค้วพระพุทธเจ้าห้ามบวช เล่ม6หน้า339

 พระผู้มี

พระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ภิกษุไม่พึงบรรพชา

คนมือด้วน. . .ไม่พึงบรรพชาคนเท้าด้วน. . .ไม่พึงบรรพชาคนทั้งมือและเท้า

ด้วน. .. ไม่พึงบรรพชาคนหูขาด . . .ไม่พึงบรรพชาคนจมูกแหว่ง. . .ไม่พึง

ไม่บรรพชาคนทั้งหูขาดทั้งจมูกแหว่ง. . .ไม่พึงบรรพชาคนนิ้วมือนิ้วเท้าขาด . . .

ไม่พึงบรรพชาคนง่ามมือง่ามเท้าขาด . . . ไม่พึงบรรพชาคนเอ็นขาด . . . ไม่พึง

บรรพชาคนมือเป็นแผ่น. . .ไม่พึงบรรพชาคนค่อม. . .ไม่พึงบรรพชาคนเตี้ย. . .

ไม่พึงบรรพชาคนคอพอก. . .ไม่พึงบรรพชาคนถูกสักหมายโทษ. . .ไม่พึง

บรรพชาคนมีรอยเฆี่ยนด้วยหวาย . . .ไม่พึงบรรพชาคนถูกออกหมายสั่งจับ. . .

ไม่พึงบรรพชาคนเท้าปุก. . .ไม่พึงบรรพชาคนมีโรคเรื้อรัง. . .ไม่พึงบรรพชา

คนมีรูปร่างไม่สมประกอบ . . .ไม่พึงบรรพชาคนตาบอดข้างเดียว . . .ไม่พึง

บรรพชาคนง่อย . . .ไม่พึงบรรพชาคนกระจอก. . .ไม่พึงบรรพชาคนเป็นโรค

 

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 340

อัมพาต . . .ไม่พึงบรรพชาคนมีอิริยาบถขาด . . .ไม่พึงบรรพชาคนชราทุพพล-

ภาพ . . .ไม่พึงบรรพชาคนตาบอดสองข้าง . . . ไม่พึงบรรพชาคนใบ้. . .ไม่พึง

บรรพชาคนหูหนวก. . .ไม่พึงบรรพชาคนทั้งบอดและใบ้. . .ไม่พึงบรรพชาคน

ทั้งบอดและหนวก. . . ไม่พึงบรรพชาคนทั้งใบ้และหนวก. . .ไม่พึงบรรพชาคน

ทั้งบอดใบ้และหนวก  รูปใดบรรพชาให้  ต้องอาบัติทุกกฏ.

ผู้ใดย่อมประทุษร้ายบริษัท   เพราะความที่คนมีรูปแปลก   ผู้นั้น    ชื่อ

ปริสทูสกะ    คือเป็นคนสูงเกินไป

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 346

มีผมเป็นหย่อม ๆ   คือมาตามพร้อมด้วยผมที่ขึ้นในที่นั้น  ๆ   เช่นกับ

ข้าวกล้าในกระทงนาที่สัตว์กัดกินบ้าง.  มีศีรษะลุ่นไม่มีผมบ้าง.   มีผมหยาบแข็ง

คือมาตามพร้อมด้วยผมเช่นกับแปรงตาลบ้าง.    มีผมขาวด้วยผมอันหงอกแต่

กำเนิดบ้าง.   มีผมเป็นปกติ   คือมาตามพร้อมด้วยผมเหมือนเปลวเพลิงจับบ้าง.

มีผมบนศีรษะเวียน    คือมาตามพร้อมด้วยผมขวัญทั้งหลายมีปลายชันขึ้นเบื้อง

บน  เช่นกับขวัญในตัวโคบ้าง.

มีขนคิ้วเนื่องเป็นอันเดียวกับผมบนศีรษะ    คือมาตามพร้อมด้วยหน้า

ผากดังหุ้มด้วยร่างแหบ้าง,    มีคิ้วติดกันบ้าง,  ไม่มีขนคิ้วบ้าง, 

คิ้วกับดวงตาอยู่ติดกันเมื่อโกนคิ้วย่อมเสี่ยงอันตรายที่่เกิดกับดวงตาได้

พระพุทธเจ้าจึงห้ามโกนขนในที่แคบทั้งหลายเล่ม9หน้า57

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุไม่พึงตัดหนวด  ไม่

พึงปล่อยหนวดไว้ให้ยาว  ไม่พึงไว้เครา  ไม่พึงแต่งหนวดเป็นสี่เหลี่ยม   ไม่พึง

ขมวดกลุ่มขนหน้าอก  ไม่พึงไว้กลุ่มขนท้อง  ไม่พึงไว้หนวดเป็นเขี้ยวโง้ง   ไม่

พึงโกนขนในที่แคบ  รูปใดโกน  ต้องอาบัติทุกกฎ.

 

Please log in or register to answer this question.

11 Answers

+3 votes
answered Oct 28, 2014 by Pa-Mok (900,730 points)
เอ..เป็นความรู้ใหม่ + ขอบคุณสําหรับข้อมูล.

แต่..ทําไมถึงไม่ออกเป็นกฎมาให้ปฎิบัติกัน ?
+4 votes
answered Oct 28, 2014 by Miscellanous (129,060 points)
edited Oct 28, 2014 by Miscellanous

@ capital  มั่วสิ้นดี มาคราวก่อนไปชี้นำรูปเคารพของชาวพุทธ ตั้งกระทู้รบกวนพระพุทธศาสนาเป็นประจำ

กระทู้นี้ พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่โกนคิ้วรวมถึงสมณโคดม

ถาม@ capital ภิกษุโกนคิ้วผิดพระวินัยตรงไหน

มีพระพุทธพจน์ มีหลักฐานให้รีบยกมา อย่ามั่วตีความเอง คิดเอง นำเสนอให้ชาวบ้านข้องใจ

ที่ยกมาบันทัดสุดท้าย

"ไม่พึงโกนขนในที่แคบ  รูปใดโกน  ต้องอาบัติทุกกฎ."

อย่ามายกพระไตรปิฎก มาสนับสนุนความคิดสองแง่สองง่ามให้ คนอ่านเข้าใจว่าเป็นขนคิ้ว

ขนในที่แคบ พระวินัยหมายถึง รักแร้ทั้งสอง บริเวณทวารเบา

 

 [๑๕๕] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่าผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...
             บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ...  นี้ชื่อว่า ภิกษุณี
ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.
             ที่ชื่อว่า ที่แคบ ได้แก่ รักแร้ทั้งสอง บริเวณทวารเบา.
             บทว่า ให้ถอน คือให้ถอนขนแม้เส้นเดียว ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ให้ถอนขนแม้หลายเส้น ก็ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=3&A=2315&Z=2346

..............................................................

ไม่มีขนคิ้วบ้าง,

คือลักษณะต้องห้ามบุคคลอยู่ก่อนที่จะไปบวชคือไม่มีคิ้วจริง ๆ   คนที่ไปบวชมีคิ้วไม่ต้องห้าม

ครั้นบวชแล้วโกนคิ้วทิ้ง คนละเรื่องกัน ภิกษุโกนผม โกนคิ้ว สอดคล้องกับ พระกรรมฐาน เกสาโลมานักขาทันตาตะโจ ให้พิจารณา

 

ถามจริง @ capital เป็นคริสต์ แล้วมาป่วนชาวพุทธเพื่อหวังดี หรือไม่หวังดี นำเสนออย่างนี้มีประโยชน์ หรือไม่มีประโยชน์

@ capital ผู้ดูแลกฎระเบียบกติกาก็มี แนะนำไปที่มหาเถรสมาคม ด่วน มาเสนอที่นี่มีแต่คนคัดค้าน

นิสัยเดิมๆแก้ไม่หาย หมุนพระไตรปิฎกมาสนับสนุนทิฏฐิของตน ทำไปทำไม

@ capital ตัวจริงเป็นผู้หญิง


 

 

commented Oct 28, 2014 by Pa-Mok (900,730 points)
ถ้าเป็นตามนี้.
 ID.# capital  เค้าไม่รู้สึกบาปรี ? ที่ทําการกลั่นแกล้ง-หลอกล่อ ด้วยวิธีการต่างๆให้ คนทั่วไปเข้าใจผิด  แถมแอบอ้าง พระวินัยปิฎก ฯ อะไรต่อมือะไรมา ประกอบ.
ทําแบบนี้เพื่ออะไรครับ ?
พวกเพื่อนๆสมาชิก ในเว็ปนี้  ก็ไม่ใช่เด็กๆ  แต่ละคนก็มีความรู้กันทั้งนั้น
ถ้า..เป็นจริง ก็น่าละอายมากนะครับ.
ผม..ว่า ต้องมีการพริจารณากัน โดยบรรดาเพื่อนๆสมาชิก+admin. กันแล้วล่ะ
commented Oct 28, 2014 by Light (300,080 points)
ถ้าเป็นเช่นนี้ กรรมหนักรับไหวหรือคุณ
เล่นถึงพระศาสดา ถ้าไม่ละพฤติกรรม....เรานี่โครตเศร้าแทน
+4 votes
answered Oct 28, 2014 by Miscellanous (129,060 points)
edited Oct 28, 2014 by Miscellanous

ข้อความของ

@capital  
เจตนาชี้นำให้คนอ่านเข้าใจผิด โดยเติมข้อความลงไปเองตัวสีแดง  หน้าพระไตรปิฏก(ถือว่าปลอมปนแก้ไขไปบอกกล่าวให้ประชาชนหลงผิด บาปนะ)
 
เพราะพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่โกนคิ้ว
เติมลงไปเองตรง
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 32
 
พระวิปัสสีราชกุมารทรงผนวช
 
สาวกทั้งหลายก็ไม่โกนคิ้ว
เติมลงไปเองตรง
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 307
 
ผู้ไม่มีขนค้วพระพุทธเจ้าห้ามบวช เติมลงไป เองตรง
เล่ม6หน้า339
 
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 340
 
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 346
 
ของจริงอยูที่นี่ ไม่มีตัวสีแดงของ @ capital
 
+4 votes
answered Oct 28, 2014 by Miscellanous (129,060 points)
edited Oct 28, 2014 by Miscellanous

ของแท้ไม่มีตัวสีแดงว่า
"เพราะพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่โกนคิ้ว"
"สาวกทั้งหลายก็ไม่โกนคิ้ว"
"ผู้ไม่มีขนค้วพระพุทธเจ้าห้ามบวช"
ที่ยกมาสามข้อความเป็นสิ่งที่ @ capital แอบเติมลงไปเป็นเนื้อเดียวกับพระไตรปิฎกที่ยกมาในกระทู้ถาม

..................................................................................................................................

 

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 32

ดูกรภิกษุทั้งหลาย     นายสารถีรับคำสั่งของพระวิปัสสีราชกุมารแล้ว

ขับรถไปทางบรรพชิตนั้น.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ครั้งนั้นแล  พระวิปัสสีราชกุมารได้ตรัสถามบรรพชิต

นั้นว่า  สหาย  ท่านถูกใครทำอะไรให้  แม้ศีรษะของท่านก็ไม่เหมือนของคนอื่นๆ

แม้ผ้าทั้งหลายของท่านก็ไม่เหมือนของคนอื่น ๆ.

บรรพชิตนั้นได้ทูลว่า   ขอถวายพระพร  อาตมภาพแลชื่อบรรพชิต.

สหาย  ก็ท่านหรือชื่อบรรพชิต.

ขอถวายพระพร     อาตมภาพชื่อบรรพชิต     การประพฤติธรรมเป็น

ความดี  การประพฤติสม่ำเสมอเป็นความดี  การประพฤติกุศลเป็นความดี  การ

กระทำบุญเป็นความดี  การไม่เบียดเบียนเป็นความดี  การอนุเคราะห์แก่หมู่สัตว์

เป็นความดี.

ดีละสหาย  ที่ท่านได้นามว่าบรรพชิต   การประพฤติธรรมเป็นความดี

การประพฤติสม่ำเสมอเป็นความดี  การพระพฤติกุศลเป็นความดี  การกระทำบุญ

เป็นความดี     การไม่เบียดเบียนเป็นความดี     การอนุเคราะห์แก่หมู่สัตว์เป็น

ความดี.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย   ครั้งนั้นแล   พระวิปัสสีราชกุมารได้ตรัสเรียกนาย

สารถีมาสั่งว่า  นายสารถีผู้สหาย  ถ้าเช่นนั้น   เธอจงนำรถกลับไปวังจากสวนนี้

แหละ    ส่วนเราจักปลงผมและหนวด    นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์    ออกบวชเป็น

บรรพชิต ณ สวนนี้แหละ.

 

พระวิปัสสีราชกุมารทรงผนวช

 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย    นายสารถีรับคำสั่งของพระวิปัสสีราชกุมารแล้ว

ได้พารถกลับไปยังวังจากสวนนั้น  ส่วนพระวิปัสสีราชกุมารได้ทรงปลงพระเกศา

และพระมัสสุ    ทรงครองผ้ากาสาวพัสตร์.   เสด็จออกทรงผนวชเป็นบรรพชิต

แล้ว  ณ   พระอุทยานนั้นเอง.

 
commented Oct 28, 2014 by Miscellanous (129,060 points)
edited Oct 28, 2014 by Miscellanous
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 307
กระนั้นเลย  เราพึงปลงผมและหนวด  นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์  ออกบวชเป็นบรรพชิต สมัยต่อมา เขาละกองโภคสมบัติน้อยใหญ่  ละเครือญาติน้อยใหญ่
ปลงผมและหนวด   นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์   ออกบวชเป็นบรรพชิต   เมื่อ
บวชแล้ว   เป็นผู้สำรวมกาย   สำรวมวาจา  สำรวมใจอยู่  สันโดษด้วยความ
มีเพียงอาหารและผ้าปิดกายเป็นอย่างยิ่ง   ยินดียิ่งในความสงัด

http://www.tripitaka91.com/91book/book11/301_350.htm
commented Oct 28, 2014 by Miscellanous (129,060 points)
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 340
อัมพาต . . .ไม่พึงบรรพชาคนมีอิริยาบถขาด . . .ไม่พึงบรรพชาคนชราทุพพล-
ภาพ . . .ไม่พึงบรรพชาคนตาบอดสองข้าง . . . ไม่พึงบรรพชาคนใบ้. . .ไม่พึง
บรรพชาคนหูหนวก. . .ไม่พึงบรรพชาคนทั้งบอดและใบ้. . .ไม่พึงบรรพชาคน
ทั้งบอดและหนวก. . . ไม่พึงบรรพชาคนทั้งใบ้และหนวก. . .ไม่พึงบรรพชาคน
ทั้งบอดใบ้และหนวก  รูปใดบรรพชาให้  ต้องอาบัติทุกกฏ.
บุคคลไม่ควรให้บวช  ๓๒  จำพวก  จบ
ทายัชชภาณวารที่  ๙  จบ
 http://www.tripitaka91.com/91book/book06/301_350.htm

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 346
มีผมเป็นหย่อม ๆ   คือมาตามพร้อมด้วยผมที่ขึ้นในที่นั้น  ๆ   เช่นกับ
ข้าวกล้าในกระทงนาที่สัตว์กัดกินบ้าง.  มีศีรษะลุ่นไม่มีผมบ้าง.   มีผมหยาบแข็ง
คือมาตามพร้อมด้วยผมเช่นกับแปรงตาลบ้าง.    มีผมขาวด้วยผมอันหงอกแต่
กำเนิดบ้าง.   มีผมเป็นปกติ   คือมาตามพร้อมด้วยผมเหมือนเปลวเพลิงจับบ้าง.
มีผมบนศีรษะเวียน    คือมาตามพร้อมด้วยผมขวัญทั้งหลายมีปลายชันขึ้นเบื้อง
บน  เช่นกับขวัญในตัวโคบ้าง.
มีขนคิ้วเนื่องเป็นอันเดียวกับผมบนศีรษะ    คือมาตามพร้อมด้วยหน้า
ผากดังหุ้มด้วยร่างแหบ้าง,    มีคิ้วติดกันบ้าง,  ไม่มีขนคิ้วบ้าง,    มีคิ้วคล้ายลิงบ้าง.
มีตาใหญ่เกินไปบ้าง,  มีตาเล็กเกินไปบ้าง,   คือมาตามพร้อมด้วยตาทั้ง
๒  เช่นกับช่องในหนังกระบือที่เขาแทงด้วยปลายมีดบ้าง.   มีตาส่อน   คือมาตาม
พร้อมด้วยตาใหญ่ข้างหนึ่ง     เล็กข้างหนึ่งบ้าง     มีวงตาคำไม่เสมอ   คือมาตาม.
พร้อมด้วยวงตาคำไม่เสมอกันอย่างนี้  คือข้างหนึ่งสูง  ข้างหนึ่งต่ำบ้าง,  คนตาเหล่
บ้าง,   คนมีตาลึก   คือมีลูกตาปรากฏเหมือนโป่งน้ำในบ่อน้ำอันลึกบ้าง,   คนมี
ตาทะเล้นออก   คือมีลูกตายื่นออกเหมือนตาแห่งปลาบ้าง.
มีหูเหมือนช้าง  คือมาตามพร้อมด้วยใบหูอันใหญ่บ้าง,  มีหูเหมือนหนู
หรือมีหูเหมือนค้างคาว    คือมาตามพร้อมด้วยใบหูอันเล็กบ้าง.   คนมีแต่ช่องหู
คือปราศจากใบหู   มีแต่ช่องหูเท่านั้นบ้าง.  คนมีหูเจาะกว้างบ้าง  แต่ชนชาติโยนก
ไม่จัดเป็นคนประทุษร้ายบริษัท     เพราะว่าการเจาะหูกว้างนั้น   เป็นประเพณี
ของเขาโดยเฉพาะ๑.  คนเป็นโรคริดสีดวงในหู    คือมาตามพร้อมด้วยอันเน่า
เป็นนิจบ้าง,   คนมีหูเป็นน้าหนวก   คือมาตามพร้อมด้วยหูมีน้ำเหลืองไหลออก
ทุกเมื่อบ้าง,   คนมีใบหูตรง     คือมาตามพร้อมด้วยใบหูเช่นกับปลายกะพล้อ๒
สำหรับกรอกอาหารโคบ้าง.
http://www.tripitaka91.com/91book/book06/301_350.htm


ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุไม่พึงตัดหนวด  ไม่

พึงปล่อยหนวดไว้ให้ยาว  ไม่พึงไว้เครา  ไม่พึงแต่งหนวดเป็นสี่เหลี่ยม   ไม่พึง

ขมวดกลุ่มขนหน้าอก  ไม่พึงไว้กลุ่มขนท้อง  ไม่พึงไว้หนวดเป็นเขี้ยวโง้ง   ไม่

พึงโกนขนในที่แคบ  รูปใดโกน  ต้องอาบัติทุกกฎ

.......................................
 [๑๕๕] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่าผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...
             บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ...  นี้ชื่อว่า ภิกษุณี
ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.
             ที่ชื่อว่า ที่แคบ ได้แก่ รักแร้ทั้งสอง บริเวณทวารเบา.
             บทว่า ให้ถอน คือให้ถอนขนแม้เส้นเดียว ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ให้ถอนขนแม้หลายเส้น ก็ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=3&A=2315&Z=2346
+2 votes
answered Oct 28, 2014 by ปลายทางแห่งฝัน (101,820 points)
เราไม่ได้แก้ต่างแทนใครนะคะ

พี่ที่เล่นไอดีนี้คือผู้ชายไม่ใช่เรา อย่าตีความตามที่คุณเข้าใจเองค่ะคุณMiscell

พี่เค้าไม่ได้มีเจตนาตามนั้น เพียงแค่ฟังคำหลวงพ่อเกษมท่านเทศน์

แล้วหยิบยกพระไตรปิฎกมาลง พี่เค้าไม่ได้มีเจตนาตามที่คุณบอก

หากผิดพลาดประการใดคุณสามารถที่จะบอกกล่าวได้

ไม่มีใครที่จะมีความรู้มาก่อนหรอกค่ะ แต่ไม่ใช่ว่ากล่าวในลักษณะคุณ

เพื่อให้คนอื่นมาว่าพี่เค้า แบบนั้นคุณก้อขาดเมตตา เพราะใช้ความคิดของคุณเป็นใหญ่เช่นกันค่ะ

ขออภัยหากตอบอะไรที่ตรงตามความรู้สึกของตัวเองค่ะ
commented Oct 30, 2014 by Miscellanous (129,060 points)
edited Oct 30, 2014 by Miscellanous
"พี่ที่เล่นไอดีนี้คือผู้ชายไม่ใช่เรา"  มีประวัติไม่ใช่ไม่มีประวัติ

ชาติเดิมเป็น Sa To Ri เกรียนชอบโชพาว เที่ยงคืนหนึ่งถูกจับได้หลักฐานมีอวตารตั้งคำถามเองตอบเองอีกไอดีอวยกันเอง ตายไปทันทีไปแสดงใหม่ในชื่อใหม่

Rakcast ชายชอบโพสต์พระไตรปิฎกให้คนมาสาธุ แอบใส่ข้อความ(ทิฏฐิ)ของตนเองลงไปหน้าพระไตรปิฎกชี้นำ ชายชื่อ sandthorn ออกปากว่าเสื่อมแล้ว เสื่อมแล้ว

ใกล้ 16 มิถุนายน ก่อนปิดฉากมีการฝากSomethingเป็นฟอสซิลแทนใจกันและกัน
ไอดีที่รักที่สุดคือ Rakcast   
ไอดีที่รักที่สุดคือ ปลายทางแห่งฝัน

Rakcast ในชาติสุดท้าย คือ พี่ที่เล่นไอดีนี้คือผู้ชายไม่ใช่เรา  จึงมีที่มาไม่ใช่ไม่มีที่มา

.................................................................
สาธุชนอย่าเชื่อผมจนกว่าให้ใช้สติปัญญาไตร่ตรอง ว่ากรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา
จะตายเกิดกี่ชาติ DNA เป็นอนุสัยเดียวกันเปี๊ยบ

Sa To Ri มีที่มาไม่ใช่ไม่มีที่มา เริ่มต้นจากความทุกข์พลัดพรากจากสิ่งที่รักจึง ขอให้ใครๆช่วยสอนวิธีนั่งสมาธิได้นาน มีนิทานต่อๆมาในเบื้องกลาง มีที่ไปในเบื้องปลายทางลบไอดีอวตารเช่นนั้น
commented Oct 30, 2014 by แสงดาว และ ผีเสื้อ (19,250 points)
reshown Nov 19, 2017 by Pa-Mok
แคะเก่งนะเราน่ะ เปิดโอกาสให้คนเป็นหญิงเค้าได้ใช้ วิธีการอย่างสตรี  พาตัวเองไปพักหายใจ ซักนิด จะเป็นไรไปล่ะ ถ้าจะโทษ ก็ต้องโทษ ไอ้พระเกษม ไอ้เถรทุศีล ตนนั้น                       ไม่ถูกที่ ถูกคน กว่าเหรอ ?
commented Oct 30, 2014 by ภูติพรายราตรี (3,430 points)
reshown Nov 19, 2017 by Pa-Mok
ถ้าจะโทษ ควรไปโทษ ไอ้พระเกษม จะถูกที่ ถูกคนกว่านะ สำหรับ Sa To Ri น่ะ คุณก็รู้อยู่ว่า เขามีทุกข์ทับถมในใจ จะเอาปัญญาจากไหน มาใคร่ครวญ หลักธรรมใดๆได้ล่ะ การที่เขานับถือพระเกษม ก็บอกให้รู้แล้วว่า ตัวเขา นิยมโวหาร โลดโผนหยาบคาย  อย่างนั้น ก็เท่ากับว่าเขาไม่ได้มีความคิดอะไรที่ เป็นของตนเอง มากพอที่จะ บิดเบือนพระไตรปิฎกไปตาม จุดประสงค์ของเขา ถ้าหากมีได้หรอกนะ ที่เราคอมเม้นต์ ก็เพียงต้องการ จัดคู่ชก ให้ถูกต้อง  และเหมาะสมเท่านั้นเอง
commented Oct 31, 2014 by Miscellanous (129,060 points)
edited Dec 4, 2014 by Miscellanous
ยุ่งหน่า ผีเสื้อราตรี
ทุกวันตลอดปีจงส่องกระจกแล้วถามตัวเองถี่ๆ  "เราจะทำอะไรเพื่อคนอื่นได้บ้าง"ๆๆๆๆ
อย่าเอาไม้บันทัดของตนไปวัดคนอื่น
อ่านนี่จบแล้ว เวลาหายใจเข้า ดูใจตนเอง หายใจออกดูใจตนเองได้บุญ
ขอให้จำเริญ จำเริญนะแม่คุณ สังคมชั้นสูง
commented Nov 1, 2014 by ภูติพรายราตรี (3,430 points)
Sa To Ri คนผู้นี้ ก็มีส่วนที่เหมือนคุณนะ ไม่รู้ตัวเหรอ

ถ้ายังไม่รู้ ไม่บอกล่ะ
commented Nov 2, 2014 by Miscellanous (129,060 points)
edited Nov 2, 2014 by Miscellanous
มีคนกระซิบว่า อย่าไปให้ค่าราคาไอดีล็อกอิน ภูตพรายราตรี มีกระโหลกว่างๆไว้แค่ทัดหูสองข้าง ปล่อยให้เหี่ยวแห้งตายไปเอง
+3 votes
answered Oct 28, 2014 by ครูแก่ (790,650 points)
ก็ฟังดูตามเหตุและผลครับ ท่านผู้ชม

เทียบเคียงให้ได้ว่า อันไหนจริง-ไม่จริง
+2 votes
answered Oct 29, 2014 by ปลายทางแห่งฝัน (101,820 points)
edited Oct 29, 2014 by ปลายทางแห่งฝัน
คนที่นี่ใจแคบ ใจดำ ลบกันให้พอเลยค่ะ เราคงไม่เข้ามาแล้วล่ะ เชิญตามสบาย...

 

อ้อ!!! ขอเพิ่มอีกนิดนึงค่ะ   คะแนนเอาไปต้มยำทำแกงอะไรไม่ได้

แต่คงบอกถึงสามัญสำนึกของคนได้ค่ะ เกิดเป็นผู้ชายซะเปล่า ใจเท่าปลาซิว

ปลาสร้อย แค่สังคมเล็กๆ คุณยังเป็นแบบนี้ คิดไม่ออกเลยว่า ถ้าอยู่ในสังคมขนาดใหญ่

คุณจะเป็นแบบไหน น่ากลัวจริงๆค่ะ
commented Oct 29, 2014 by Light (300,080 points)
ท่าน!  เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ของชาวพุทธนะคะ  หากมีใครเผยแผ่ในสิ่งที่บิดเบือนจากพระไตรปิฎก แล้วทำให้ชาวพุทธเกิดความสับสน แล้วเกิดอคติในใจ คิดไม่ดีต่อพระรัตนตรัย ผู้คิดเช่นนั้นจะรับบาปหนักนะคะ เหมือนอยู่ดีๆก็เอาหินร้อนมาวางไว้บนศีรษะ
คุณ Misscellanous นำหลักฐานมาโต้แย้งถือเป็นวิถีของบัณฑิต และถือว่าช่วยสร้างความกระจ่าง
หากท่านมีหลักฐานใดที่ท่านคิดว่าสิ่งที่ท่านนำมาเผยแผ่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง
ท่านสามารถนำหลักฐานมายันได้ เพื่อความกระจ่าง
# โต้แย้งกันดังเช่นวิถีของบัณฑิต สังคมมีแต่จะสรรเสริญ แถมยังได้กุศลติดตัว #
commented Oct 29, 2014 by ปลายทางแห่งฝัน (101,820 points)
เราทราบตามที่คุณบอก เราไม่ได้ว่ากล่าวคุณMiscellที่นำสิ่งที่ถูกต้องมากล่าว
พี่เค้านำมาลงเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่ได้มีเจตนาร้าย เราแค่มาชี้แจงเฉยๆ
แต่เราตำหนิคนที่กดลบ เพราะไม่ได้ทราบอะไรเลย
เรื่องของศาสนาเราคงไม่มีอะไรโต้แย้งหรอกค่ะ เพราะไม่เคยศึกษาพระไตรปิฎก
ทำได้เพียงการปฎิบัติ สิ่งไหนผิด สิ่งไหนถูก เรารับไว้ได้เสมอ
หากอันไหนที่จริง เราก้อได้เพิ่มพูนความรู้ขึ้นแค่นั้นเองค่ะ
แล้วเราก้อไม่ได้ให้พี่เค้าออกมาโต้ตอบอะไรนี่คะ
commented Oct 29, 2014 by ปลายทางแห่งฝัน (101,820 points)
หากเราทำผิดขนาดนั้น แจ้งให้แอดมินนำไอดีของเรากับของพี่เค้าออกไปนอกระบบเลยจ๊ะ
เราคงตอบอันนี้อันสุดท้ายแล้ว คงไม่ได้เข้ามาอ่านอีกแล้วล่ะค่ะ
commented Oct 29, 2014 by Light (300,080 points)
ดิฉันหมายถึง หากมีใครรับข้อมูลแล้วเกิดอคติหรือคิดไม่ดีต่อพระรัตนตรัยนำมาซึ่งบาปกรรมหนักแบบอัตโนมัติอย่างไม่รู้ตัว
คือไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย เหมือนอยู่ดีๆ ก็ดันเอาหินร้อนวางเทินศีรษะซะงั้นค่ะ
การชี้แจงเพื่อไม่ให้เกิดข้อบิดเบือน เพื่อไม่ให้ผู้คนที่เชื่อแล้วเกิดอคติแล้วเกิดกรรมแก่ตน
เหมือนเป็นการสร้างกุศลแก่ผู้ไม่รู้ค่ะ
+3 votes
answered Oct 29, 2014 by NatchaN (34,950 points)
โกนแล้วดูดีกว่าค่ะ 555
+3 votes
answered Oct 29, 2014 by CallMe_JK (376,460 points)
ได้ความรู้ดีค่ะ
+2 votes
answered Nov 30, 2014 by ภูติพรายราตรี (3,430 points)
reshown Nov 19, 2017 by Pa-Mok
แวะมาเยี่ยม จขกท.
+2 votes
answered May 18, 2015 by ลุงยิ่งใหญ่1 (38,260 points)
ดังนั้น สันติอโศก ปฎิบัติดี ปฎิบัติชอบ ใช่หรือไม่
ยินดีต้อนรับสู่ AnswerThai.com เว็บไซต์สำหรับ ถาม-ตอบ แบบง่ายๆสำหรับทุกคนที่มีคำถามคาใจครับ
...