"การกราบไหว้พระพุทธรูป"

+5 votes
154 views
asked Oct 24, 2014 in ศาสนา by ปลายทางแห่งฝัน (101,820 points)
edited Oct 28, 2014 by ปลายทางแห่งฝัน
การกราบไหว้พระพุทธรูปที่ถือว่าเป็นองค์แทนพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น

ถือว่าเป็นบาปรึเปล่าคะ

 

ขอบคุณมากค่ะ

 

เราขอปิดคำถามตรงที่คำตอบของคุณMiscell เพราะเป็นคำตอบที่เราต้องการทราบ

อย่าถามเราเลยเรื่องการบิดพระไตรปิฎกเพราะไม่ได้มีอยู่ในสมองและจิตใจของเราเลย

ถามเพราะไม่ทราบ แต่สิ่งที่คุณถามมาทำให้คนที่กำลังเพียรอย่างเราหมดกำลังใจ เพราะเราก้อลองผิดลองถูกของเรา ไม่เคยฟังเทศน์ ไม่เคยอ่านพระไตรปิฎก แต่หากได้รับทราบอะไรมาแล้วไม่เข้าใจ จะเข้ามาถามที่นี่ เพราะคิดว่าที่นี่คือบ้าน ที่มีหลายๆท่านอาจรู้แล้วให้คำตอบแก่เราได้ แต่ผิดถนัด

น่าเสียดาย น่าเสียใจ ที่คิดว่าคุณMiscell เป็นผู้ใหญ่ที่เก่ง รอบรู้ คงให้คำตอบที่ถูกต้องแก่เราได้  แต่ความเป็นผู้ใหญ่ของคุณขาดความเมตตาแก่ผู้ที่ยังไม่รู้ คุณเก่งแต่เฉพาะตัวคุณ แต่ยังเป็นผู้ให้ที่ดีไม่ได้ รู้ธรรมะแต่ไม่สามารถที่จะน้อมนำธรรมะเข้ามาที่ใจคุณได้เลย เสียใจเป็นที่สุดเลยค่ะ

Please log in or register to answer this question.

29 Answers

+3 votes
answered Oct 27, 2014 by Miscellanous (129,060 points)
selected Oct 28, 2014 by ปลายทางแห่งฝัน
 
Best answer

การตั้งคำถามนี้ไปผูกโจทย์ว่า พระพุทธรูปเป็นองค์แทนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ที่ถูกต้ององค์แทนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือ ธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว

ถ้าจะชี้ไปว่า โจทย์ถามผิด ต้องดูเจตนาคำถามว่าเพื่อวัตถุประสงค์คืออะไร เพราะภาษาไทยใช้พูดแทนภาษาบาลีได้ไม่ครบรส ไม่ครบนิทาน

ในเมื่อเริ่มต้นชวนให้ผิด อต่คนอ่านเข้าใจว่า ที่ไหว้นั้นไม่ได้ไหว้อิฐปูนทองเหลือง 

เปรียบเทียบได้กับ พระพุทธเจ้าสอนพราหมณ์ไหว้ทิศหก มิได้ไหว้ทิศนั้นทิศนี้ แต่ไหว้สิ่งที่ควรไหว้ในทิศนั้นว่ามีอะไรบ้างเพราะเหตุใด

และการหมุน พระพุทธพจน์พระไตรปิฎกเข้าหาทิฏฐิของตน เป็นสิ่งควรทำหรือไม่ ? ถามปลายทางฯ และ Capital

ใครก็ตามบอกว่าไม่มีปัญญาไม่มีความรู้พอจะตอบคำถาม แต่เก่งเรื่องดึงค้น ข้อความพระไตรปิฎกออกมาแสดงมาตอบ โดยตนเองไม่รู้ไม่เข้าใจในอรรถเนื้อความนั้นเลย หรือเข้าใจตามพยัญชนะภาษาไทย ไม่สามารถพูดเป็นอัตนัยได้เลย อุปมาเหมือนคนอยากกินข้าวผัด แต่เอาหมูดิบข้าวสาร น้ำมันฯลฯ ความเป็นข้าวผัดในวัตถุดิบมายื่นให้เอาไปทำเอง ตามสูตรเมนูชวนชิมในเน็ต แล้วแต่คนกินไปทำเอา ๆถ้าคนอยากกินนั้นมีฝีมือก็ได้ข้าวผัดอร่อย แล้วถ้าคนกินทำไม่เป็น ไม่เสียของหรือ ?

ในมุมมองพระไตรปิฎกแปลไทยแล้วมันลึกซึ้งเกินคนธรรมดา(คนส่วนใหญ่)จะเข้าใจทันทีที่อ่านตัวหนังสือครบความ

ขอบอกว่า พุทธพจน์พระไตรปิฎกที่ยกมานั้น ไม่ผิดนะครับ แต่คนยกมานั้นเมื่อไม่รู้เรื่องข้อความที่ยก คนยกฯหวังผลเพียงเพื่อให้ผู้อ่านไม่สามารถคัดค้านต้องเห็นด้วยกับพระไตรปิฏก100% และได้ผลจริงเพราะมีการสาธุกันถี่ๆ แต่เมื่อพิเคราะห์แล้วยกมาผิดพุทธพจน์ไม่เข้ากับ ประเด็นกับคำถาม ตกลงว่าทำอย่างนี้มีประโยชน์หรือไม่มประโยชน์

ตัวอย่างเช่น................

http://board.palungjit.org/1141180-post8.html

.........................................................................................................

ถาม "การกราบไหว้พระพุทธรูป"

ตอบว่า

(1)ไม่ถือว่าเป็นบาปเพราะกราบให้ถึงพระพุทธเจ้าด้วยจิตกุศลด้วยธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้นั้นดีแล้ว ไม่ต้องห้ามตามพระไตรปิฎก(ที่capital ยกมาก็ไม่ตรงประเด็นคนละเรื่องกับมีพระพุทธรูปเพื่อกราบไหว้)

(2)การกราบไหว้พระพุทธรูปเป็นพุทธานุสติ เป็นสมถะสมาธิ ถ้าผืดคำสอนของพระพุทธเจ้าผิดด้วยใช่ปะ เท่าไปคัดง้างองค์กล่าวตู่พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าใช่หรือไม่

อ้างพระพุทธพจน์

“โย ธมฺมํ ปสฺสติ โส มํ ปสฺสติ” 

“ดูก่อนพระวักกลิ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเชื่อว่าเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม”

.....................................................................................................

ที่มาของห้ามกราบไหว้พระพุทธรูป

http://board.palungjit.org/1141180-post8.html

+4 votes
answered Oct 24, 2014 by ครูแก่ (790,650 points)
ไม่ถือว่าเป็นบาปครับ

ไม่งั้นชาวพุทธที่เข้าวัดไปกราบพระประธานในโบสถ์หรือบนศาลาการเปรียญก็บาปกันทั้งประเทศ
commented Oct 25, 2014 by ปลายทางแห่งฝัน (101,820 points)
บาปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก้อทำให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่จบสิ้นน่ะจ๊ะ
+5 votes
answered Oct 24, 2014 by Cmajer7 (255,670 points)
ไม่บาปแน่นอนครับ...
commented Oct 25, 2014 by ปลายทางแห่งฝัน (101,820 points)
ขอบคุณจ๊ะ
+4 votes
answered Oct 24, 2014 by JNS (511,530 points)
เอ่อ...อ่า...อ๋อ!
ขอตอบตามความเข้าใจนะครับ!
...พระพุทธรูปซึ่งเป็นตัวแทน
ของพระพุทธเจ้า
>กราบไหว้แล้วน่าจะเป็นมงคล
>ไม่บาป

...พระธรรมคือคำสอนของพระพุทธเจ้า
>กราบไหว้หรือโมทนาสาธุแล้วน่าจะเป็นมงคล
>ไม่บาป

...พระสงฆ์คือผู้สืบทอดพระธรรมคำสอน
ของพระพุทธเจ้า
>กราบไหว้แล้วน่าจะเป็นมงคล
>ไม่บาบ
~~~~ใช่หรือไม่อย่างไร~~~รอผู้รู้ตอบต่อจ๊ะ!
commented Oct 25, 2014 by ปลายทางแห่งฝัน (101,820 points)
พี่หนึ่งจ๊ะ ถ้าเรายึดหลักตามพระไตรปิฏก ยังมีอะไรอีกเยอะที่เราปฎิบัติผิดๆมา
ทำให้เราเป็นบาปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์น่ะจ๊ะ
commented Oct 25, 2014 by JNS (511,530 points)
ที่พี่จ๊อกตอบมา..พี่ก็พอจะเข้าใจนะ
แต่...ไม่ทั้งหมด..สรุปว่าบาปไหมล่ะจ๊ะ!
แล้วถ้าบาปจะพากันยึดถือปฏิบัติกันมาทำไมล่ะ

หรือว่า..มีไว้ให้เฉพาะคนที่เข้าใจในหลักธรรม
(ผู้ปฏิบัติชอบเช่นพระสงฆ์)กราบไหว้หรืออย่าง
ไร....(พระสงฆ์ก็กราบพระพุทธรูป)นะจ๊ะ!
commented Jan 14, 2015 by JNS (511,530 points)
พี่ยังรอน้องอยู่นะจ๊ะ..
...คิดถึงน้อง...
+4 votes
answered Oct 25, 2014 by Pa-Mok (900,730 points)
เอ..ไม่เข้าใจครับว่า จะเป็นบาปที่ตรงไหน ?

จขกท.  มีปริศนาในคําถาม รึเปล่า ?

หรือว่า จะมีผู้มาไขปริศนานี้....! ! !
commented Oct 25, 2014 by ปลายทางแห่งฝัน (101,820 points)
ปริศนาไม่มีจ๊ะ ตรงๆตามนั้น เพิ่งจะทราบจากพระไตรปิฎก
เลยไม่ทราบว่าเข้าใจผิดหรือถูกน่ะจ๊ะ
+5 votes
answered Oct 25, 2014 by CallMe_JK (376,460 points)
ไม่ค่ะ ทำสิ่งดี

ดีกว่า ไปตัดเศียรท่าน
commented Oct 25, 2014 by ปลายทางแห่งฝัน (101,820 points)
เราเพิ่งจะทราบนะจ๊ะว่า แม้สิ่งดีๆที่เราทำมา แต่ผิดหลักตามที่พระพุทธองค์ท่านกล่าวไว้
จะทำให้เกิดบาปขึ้นมาน่ะจ๊ะ
commented Oct 27, 2014 by CallMe_JK (376,460 points)
อ๋อค่ะ แต่บางที เน้นจิต กลับสู่นิพพานดีกว่า บางทีคนเราก็ทำบุญผิดๆ เช่นชอบเขียนชื่อ ตามเสา ตามกระเบืื้องวัด พระพุทธเจ้าสอนว่า ไม่ควรโอ้อวด คิดเอานะคะ คนเราทำบุญผิดมากกว่า
+4 votes
answered Oct 25, 2014 by capital (141,230 points)
edited Oct 25, 2014 by capital

ขอตอบตามพระไตรปิฏกนะครับ

รูปเหมือนพระพุทธเจ้าไม่มี    พระสุตตันตปิฎก - พระไตรปิฎก เล่ม 32หน้า  214 

อปฺปฎิโม   (ไม่มีผู้เปรียบ)   ความว่า   อัตภาพ ( ความเป็นตัวตน ) เรียกว่ารูปเปรียบ 

ชื่อว่าไม่มีผู้เปรียบ    เพราะรูปเปรียบอื่นเช่นกับอัตภาพของท่านไม่มี
อีกอย่างหนึ่ง   มนุษย์ทั้งหลายกระทำรูปเปรียบใดล้วนแล้วด้วยทองและเงินเป็นต้น    
ในบรรดารูปเปรียบเหล่านั้น   ชื่อว่าผู้สามารถกระทำโอกาสแม้สักเท่าปลายขนทราย (แม้เพียงนิดนึง)
ให้เหมือนอัตภาพของพระตถาคต     ย่อมไม่มี   
เพราะเหตุนั้น    จึงชื่อว่าไม่มีผู้เปรียบแม้โดยประการทั้งปวง.   
 
อปฺปฎิสโม (ไม่มีผู้เทียบ)   ความว่า   ชื่อว่าไม่มีผู้เทียบ   
เพราะใคร ๆ  ชื่อว่าผู้จะเทียบกับอัตภาพของพระตถาคต  นั้นไม่มี

รูปเหมือนพระพุทธเจ้า...ไม่มี   เล่ม   11   หน้า   66   

   
….ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  กายของตถาคตมีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้ว    ยังดำรงอยู่     
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายย่อมเห็นตถาคตชั่วเวลาที่กายของตถาคตดำรงอยู่      
ต่อเมื่อกายแตกสิ้นชีวิตแล้ว   เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจะไม่เห็นตถาคต......

 

+4 votes
answered Oct 25, 2014 by capital (141,230 points)

เล่ม   13   หน้า   121


...ดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า   ดูกรภิกษุทั้งหลาย   พระมหาบุรุษทรงปลื้มพระทัยนักแล    
เมื่อผลกรรมปรากฏ   ทรงงดงาม   เพราะอวัยวะส่วนใดยาว   อวัยวะส่วนนั้นย่อมตั้งอยู่ยาว   ทรงงดงาม
เพราะอวัยวะส่วนใดสั้นอวัยวะส่วนนั้นย่อมตั้งอยู่สั้น      ทรงงดงาม    เพราะอวัยวะส่วนใดล่ำ    
อวัยวะส่วนนั้นย่อมตั้งอยู่ล่ำ  ทรงงดงาม    เพราะอวัยวะส่วนใดเรียว    อวัยวะส่วนนั้นย่อมตั้งอยู่เรียว   
ทรงงดงาม   เพราะอวัยวะส่วนใดกว้าง    อวัยวะส่วนนั้นย่อมตั้งอยู่กว้าง    
ทรงงดงาม    เพราะอวัยวะส่วนใดกลม    อวัยวะส่วนนั้นย่อมตั้งอยู่กลมดังนี้     
อัตตภาพของพระมหาบุรุษสะสมไว้ด้วยทานจิต    บุญจิต     
ตระเตรียมไว้ด้วยบารมี  ๑๐ ด้วยประการฉะนี้.  
ศิลปินทั้งปวงหรือผู้มีฤทธิ์ทั้งปวงในโลก    ไม่สามารถสร้างรูปเปรียบได้.....

+4 votes
answered Oct 25, 2014 by capital (141,230 points)

ธรรม – วินัย ที่พระองค์ตรัสต่างหากเล่า   คือตัวแทนพระศาสดา     เล่ม    13   หน้า   320

....ดูก่อนอานนท์ บางทีพวกเธอจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า ปาพจน์ (พุทธพจน์) 
มีพระศาสดาล่วงแล้ว   พระศาสดาของพวกเราไม่มี   ข้อนี้พวกเธอไม่พึงเห็นอย่างนั้น  
ธรรมก็ดี   วินัยก็ดีอันใดอันเราแสดงแล้ว    ได้บัญญัติไว้แล้วแก่พวกเธอ    
ธรรมและวินัยอันนั้นจักเป็นศาสดาแห่งพวกเธอ    โดยกาลล่วงไปแห่งเรา......

+4 votes
answered Oct 25, 2014 by capital (141,230 points)

ความหมายของอุทเทสิกเจดีย์ที่แท้จริง     เล่ม   60   หน้า   267

...พระอานนทเถระรับว่า   ดีละ  แล้วทูลถามพระตถาคตว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   เจดีย์มีกี่อย่าง.    
พระศาสดาตรัสตอบว่า    มีสามอย่างอานนท์.
พระอานนทเถระทูลถามว่า  สามอย่างอะไรบ้าง  พระเจ้าข้า.  
พระศาสดาตรัสว่า   ธาตุเจดีย์  ๑  ปริโภคเจดีย์  ๑   อุทเทสิกเจดีย์  ๑.  
พระอานนทเถระทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    เมื่อพระองค์เสด็จจาริกไป    
ข้าพระองค์อาจกระทำเจดีย์ได้หรือ.  
พระศาสดาตรัสว่า   อานนท์   สำหรับธาตุเจดีย์ไม่อาจทำได้   เพราะธาตุเจดีย์นั้น  
จะมีได้ในกาลที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว  

สำหรับอุทเทสิกเจดีย์ก็ไม่มีวัตถุปรากฏ    เป็นเพียงเนื่องด้วยตถาคตเท่านั้น... 

*** เจดีย์   แปลว่า   ที่เคารพนับถือ  , บุคคล – สถานที่   หรือวัตถุที่ควรเคารพบูชา
*** ภิกษุสงฆ์รุ่นหลังให้ความหมายของอุทเทสิกเจดีย์ว่า   
เจดีย์ที่สร้างอุทิศพระพุทธเจ้า  คือ   พระพุทธรูป

+4 votes
answered Oct 25, 2014 by capital (141,230 points)

แต่พระพุทธเจ้าให้ถือเจดีย์คือธรรม  (คำสอนของพระองค์)     เล่ม  21   หน้า   202

ครั้งนั้นแล    มื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จไปแล้วไม่นาน
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า  
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    พระเจ้าปเสนทิโกศลพระองค์นี้     
ตรัสธรรมเจดีย์    คือพระวาจาเคารพธรรม   ทรงลุกจากที่ประทับนั่งแล้วเสด็จหลีกไป   
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เธอทั้งหลายจงเรียนธรรมเจดีย์นี้ไว้   จงทรงจำธรรมเจดีย์นี้ไว้   
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ธรรมเจดีย์ประกอบด้วยประโยชน์  เป็นอาทิพรหมจรรย์.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว    
ภิกษุเหล่านั้นพากันชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ฉะนี้แล.

+4 votes
answered Oct 25, 2014 by capital (141,230 points)

วัตถุทั้งหลายทั้งปวงพระพุทธเจ้าไม่ให้ท่านทั้งหลายเอาเป็นที่พึ่งหรอกนะ     เล่ม  27   หน้า   90

บทว่า   อตฺตทีปา   ความว่า   ท่านทั้งหลายจงทำตนให้เป็นเกาะ    เป็นที่ต้านทาน     เป็นที่เร้น  
เป็นคติที่ไปในเบื้องหน้า    เป็นที่พึ่งอยู่เถิด.

อนญฺญสรณา  นี้   เป็นคำห้ามพึ่งผู้อื่น     ด้วยว่าผู้อื่นเป็นที่พึ่งไม่ได้  
เพราะคนหนึ่งจะพยายามทำอีกคนหนึ่งให้บริสุทธิ์หาได้ไม่     

สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า     ตนนั่นแลเป็นที่พึ่งของตน     คนอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้
           
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า      อนญฺญสรณา     ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ
           
ถามว่า    ก็ในที่นี้     อะไรชื่อว่าตน  ?
ตอบว่า   ธรรมที่เป็นโลกิยะและเป็นโลกุตตระ  (ชื่อว่าตน).
           
ด้วยเหตุนั้นนั่นแล    พระองค์จึงตรัสว่า    
ธมฺมทีปา   ธมฺมสรณา    อนญฺญสรณา    มีธรรมเป็นเกาะ     มีธรรมเป็นสรณะ    ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ

 

+4 votes
answered Oct 25, 2014 by capital (141,230 points)

เล่ม   30   หน้า   444

...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ก็ภิกษุพวกใดพวกหนึ่งในบัดนี้ก็ดี       ในกาลที่ล่วงไปแล้วก็ดี  
จักเป็นผู้มีตนเป็นเกาะ   มีตนเป็นที่พึ่ง   ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง   คือ    มีธรรมเป็นเกาะ    มีธรรมเป็นที่พึ่ง  
ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่     ภิกษุเหล่านี้นั้นเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา    จักเป็นผู้เลิศ.

+4 votes
answered Oct 25, 2014 by capital (141,230 points)

พระพุทธรูปที่ทำกันเกร่ออยู่ตอนนี้   พระพุทธเจ้าไม่เคยบัญญัติ – ไม่เคยกล่าว – ไม่เคยแสดง  
ว่าให้ชาวพุทธพากันทำขึ้นมาได้     แล้วชาวพุทธจะทำกันไปทำไม ?     
แล้วชาวพุทธจะกราบไหว้กันไปทำไม ?  แล้วชาวพุทธจะเคารพไปเพื่ออะไร ?    เล่ม   32    หน้า   176


ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  
ภิกษุพวกที่แสดง    สิ่งที่เป็นธรรม   ว่า   เป็นอธรรม.... 
ภิกษุพวกที่แสดง    สิ่งที่มิใช่วินัย    ว่า  เป็นวินัย… 
ภิกษุพวกที่แสดง    วินัย   ว่า  มิใช่วินัย…
ภิกษุพวกที่แสดง    คำพูดอันตถาคตมิได้ภาษิตไว้  -  มิได้กล่าวไว้ 
ว่า เป็นคำพูดที่ตถาคตภาษิตไว้ – กล่าวไว้…   

ภิกษุพวกที่แสดง    คำพูดอันตถาคตได้ภาษิตไว้ - กล่าวไว้ 
ว่า เป็นคำพูดที่ตถาคตมิได้ภาษิตไว้ – มิได้กล่าวไว้ …
ภิกษุพวกที่แสดง    กรรมอันตถาคตมิได้สั่งสม  ว่า  ตถาคตสั่งสม….   
ภิกษุพวกที่แสดง    กรรมอันตถาคตได้สั่งสมไว้  ว่า  ตถาคตมิได้สั่งสมไว้ ….
ภิกษุพวกที่แสดง    สิ่งอันตถาคตบัญญัติไว้    ว่า   ตถาคตมิได้บัญญัติไว้….

ภิกษุเหล่านั้น   ชื่อว่า    เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล   ไม่เป็นความสุขแก่ชนเป็นอันมาก   
เพื่ออนัตถะเพื่อมิใช่ประโยชน์กื้อกูลชนเป็นอันมาก     เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย     
ทั้งย่อมประสบบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก     และย่อมยังสัทธรรมนี้ให้อันตรธาน….

+4 votes
answered Oct 25, 2014 by capital (141,230 points)

รูปร่างทั้งหลายพระพุทธเจ้าติเตียนนัก    รวมทั้งพระพุทธรูปในปัจจุบันนี้ด้วย    เล่ม   33    หน้า   468

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     อสัตบุรุษผู้เขลา   ไม่เฉียบแหลม   ประกอบด้วยธรรม   ๒   ประการ   
ย่อมบริหารตนให้ถูกกำจัด   ให้ถูกทำลาย      เขาย่อมเป็นไปกับด้วยโทษ     ถูกผู้รู้ติเตียน   
ทั้งได้ประสบบาปเป็นอันมากอีกด้วย   ธรรม    ๒  ประการเป็นไฉน    คือ    

ไม่พิจารณาไตร่ตรองแล้ว      เกิดความเลื่อมใสในฐานะอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส  ๑  
ไม่พิจารณาไตร่ตรองแล้ว       เกิดความไม่เลื่อมใสในฐานะอันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส ๑


ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     อสัตบุรุษผู้เขลา    ไม่เฉียบแหลม    ประกอบด้วยธรรม   ๒    ประการนี้แล  
ย่อมบริหารตนให้ถูกกำจัด     ถูกทำลาย     เขาย่อมเป็นไปกับด้วยโทษ      ถูกผู้รู้ติเตียน   
ทั้งได้ประสบบาปเป็นอันมากอีกด้วย….

ยินดีต้อนรับสู่ AnswerThai.com เว็บไซต์สำหรับ ถาม-ตอบ แบบง่ายๆสำหรับทุกคนที่มีคำถามคาใจครับ
...